ชื่อแบรนด์ภาษาไทย–อังกฤษ ควรยื่นเครื่องหมายการค้าอย่างไร?
หลายแบรนด์มีชื่อเดียว แต่ใช้จริงถึง 3 แบบ
1. ชื่อภาษาไทย
2. ชื่อภาษาอังกฤษ
3. แบบไทย–อังกฤษอยู่ด้วยกัน
หลายคนจึงสงสัยว่า ยื่นไว้เพียงแบบเดียว จะคุ้มครองอีกสองแบบด้วยหรือไม่?
วันนี้ ผมสรุปแนวคิดให้เข้าใจง่าย ๆ ครับ
แบบที่ 1: ชื่อภาษาไทย
เหมาะเมื่อหน้าร้าน ฉลากสินค้า หรือสื่อหลักใช้ชื่อไทยเป็นตัวเด่น ควรตรวจทั้งตัวสะกด คำอ่าน ความหมาย และเครื่องหมายที่ใกล้เคียง
แบบที่ 2: ชื่อภาษาอังกฤษ
เหมาะเมื่อใช้ชื่ออังกฤษเป็นหลัก เช่น เว็บไซต์ บรรจุภัณฑ์ หรือช่องทางขายต่างประเทศ ในคำขอที่มีคำภาษาต่างประเทศต้องระบุคำอ่านและคำแปลตามแบบคำขอด้วย
แบบที่ 3: ไทยและอังกฤษรวมกัน
เหมาะเมื่อธุรกิจใช้สองภาษาอยู่ด้วยกันเป็นรูปแบบประจำ แต่หากอนาคตต้องการแยกใช้เฉพาะคำไทยหรือคำอังกฤษ ควรวางแผนให้สอดคล้องกับการใช้งานนั้นด้วย
จุดสำคัญที่มักถูกมองข้าม
การยื่นชื่อหนึ่งรูปแบบ ไม่ได้หมายความว่าจะครอบคลุมทุกการสะกด ทุกภาษา หรือทุกแบบที่นำไปใช้โดยอัตโนมัติ เพราะการพิจารณายังเกี่ยวข้องกับภาพรวมของเครื่องหมาย ความเหมือนคล้าย และสินค้า/บริการที่ยื่น
ก่อนตัดสินใจ ลองตอบ 4 คำถามนี้
1. ลูกค้าเห็นชื่อแบบไหนมากที่สุด?
2. บนสินค้าและโฆษณาใช้ไทย อังกฤษ หรือใช้คู่กัน?
3. มีแผนขายต่างประเทศหรือรีแบรนด์ในอนาคตไหม?
4. ได้ตรวจชื่อที่สะกด อ่าน หรือมีความหมายใกล้เคียงแล้วหรือยัง?
ชื่อแบรนด์มีหลายเวอร์ชันได้ แต่แผนยื่นควรเริ่มจาก “สิ่งที่ใช้จริง” และ “สิ่งที่ธุรกิจต้องการรักษาไว้” ไม่ใช่เลือกจากความสวยเพียงอย่างเดียวครับ
หากคุณยังไม่แน่ใจว่าควรยื่นชื่อภาษาไทย ภาษาอังกฤษ หรือแบบผสม
ปรึกษา PATENTTHAI เพื่อช่วยตรวจสอบข้อมูลและวางแนวทางที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณได้ครับ
*เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป ผลการพิจารณาขึ้นอยู่กับเครื่องหมาย รายการสินค้า/บริการ และข้อเท็จจริงของแต่ละคำขอ