“คนคิดสิ่งประดิษฐ์” ต้องเป็น “คนยื่นคำขอสิทธิบัตร” เสมอไปไหม?
หลายทีมเริ่มจากไอเดียของผู้ก่อตั้ง พัฒนาต่อโดยพนักงาน และใช้เงินของบริษัท
แต่พอถึงวันยื่นคำขอ กลับไม่แน่ใจว่าควรใส่ชื่อใครเป็นผู้ประดิษฐ์ และใครเป็นผู้ขอ
สองบทบาทนี้เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นคนเดียวกันทุกกรณีครับ วันนี้ ผมสรุปให้เข้าใจง่าย ๆ
ผู้ประดิษฐ์ คือใคร?
โดยหลักคือบุคคลที่มีส่วนสร้างแนวคิดทางเทคนิคของการประดิษฐ์ หากมีหลายคนร่วมกันประดิษฐ์ ก็อาจมีสิทธิขอรับสิทธิบัตรร่วมกัน
แล้วใครเป็นผู้มีสิทธิยื่นคำขอ?
1. โดยหลัก ผู้ประดิษฐ์เป็นผู้มีสิทธิขอรับสิทธิบัตร
2. สิทธิขอรับสิทธิบัตรสามารถโอนไปยังบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นได้ แต่การโอนต้องทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อผู้โอนกับผู้รับโอน
3. สิทธินี้สามารถตกทอดทางมรดกได้
4. หากเป็นการประดิษฐ์ที่เกิดจากการจ้างงานหรือสัญญาที่มีวัตถุประสงค์ให้ประดิษฐ์ สิทธิอาจเป็นของนายจ้างหรือผู้ว่าจ้าง
เว้นแต่สัญญากำหนดไว้ต่างออกไป ทั้งนี้ต้องดูข้อเท็จจริงและเงื่อนไขตามกฎหมายประกอบ
จุดที่ธุรกิจมักพลาด
การเป็นคนออกเงิน เป็นเจ้าของบริษัท หรือจัดหาอุปกรณ์ให้ทีม ไม่ได้ตอบเรื่องสิทธิยื่นคำขอได้ครบทุกกรณี
หากบทบาทของแต่ละคนและเอกสารสิทธิยังไม่ชัด อาจเกิดข้อโต้แย้งภายหลังได้
ก่อนยื่นคำขอ ควรเช็กให้ครบ
1. ใครบ้างมีส่วนสร้างแนวคิดทางเทคนิคของสิ่งประดิษฐ์
2. งานนั้นเกิดขึ้นภายใต้สัญญาจ้างหรือขอบเขตงานแบบใด
3. มีข้อตกลงเรื่องสิทธิในผลงานไว้หรือไม่
4. หากมีการโอนสิทธิ มีหนังสือโอนที่ลงนามครบหรือยัง
5. ชื่อผู้ประดิษฐ์ ผู้ขอ และหลักฐานประกอบสอดคล้องกันหรือไม่
จำง่าย ๆ ว่า “ผู้ประดิษฐ์” บอกว่าใครมีส่วนสร้างการประดิษฐ์
ส่วน “ผู้มีสิทธิยื่นคำขอ” ต้องดูฐานสิทธิ สัญญา และเอกสารประกอบด้วย
หากคุณกำลังพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ร่วมกับทีม หรือยังไม่แน่ใจว่าควรยื่นในชื่อบุคคลหรือบริษัท
ปรึกษา PATENTTHAI เพื่อช่วยตรวจสอบข้อมูลและวางแนวทางที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณได้ครับ
*ข้อมูลนี้เป็นความรู้ทั่วไป การพิจารณาสิทธิจริงขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง สัญญา และเอกสารของแต่ละกรณี