ให้แฟรนไชส์หรือคู่ค้าใช้แบรนด์ แค่เซ็นสัญญากันก็พอจริงไหม?
หลายธุรกิจเริ่มโตจากร้านเดียวไปสู่หลายสาขา บางรายให้ตัวแทนจำหน่าย โรงงาน หรือคู่ค้าใช้ชื่อแบรนด์และโลโก้ร่วมกัน แล้วคิดว่า “มีสัญญาแฟรนไชส์อยู่แล้ว น่าจะจบ”
แต่ถ้าสิ่งที่อนุญาตคือการใช้เครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการที่จดทะเบียนแล้ว ยังมีรายละเอียดที่เจ้าของแบรนด์ควรจัดการให้ครบครับ
วันนี้ ผมสรุปให้เข้าใจง่าย ๆ
สัญญาต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน
กรมทรัพย์สินทางปัญญาระบุว่า เจ้าของเครื่องหมายที่จดทะเบียนแล้วอาจอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้กับสินค้าที่จดทะเบียนทั้งหมดหรือบางรายการได้ โดยสัญญาอนุญาตต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน
จึงไม่ควรมองเพียงว่า “ตกลงกันแล้ว” หรือ “มีข้อความเรื่องโลโก้อยู่ในสัญญาหลักแล้ว” แต่ควรตรวจว่าเอกสารและการดำเนินการสอดคล้องกับข้อกำหนดเรื่องสัญญาอนุญาตใช้เครื่องหมายหรือไม่
คำว่าอนุญาตให้ใช้ ต้องระบุให้ชัดว่าใช้อะไรและใช้แค่ไหน
1. เครื่องหมายหรือทะเบียนใดที่อนุญาตให้ใช้
2. ใช้กับสินค้าหรือบริการรายการใด
3. ใช้ในพื้นที่หรือช่องทางใด
4. เจ้าของยังใช้เองหรืออนุญาตให้รายอื่นได้หรือไม่
5. ผู้รับอนุญาตมีสิทธิอนุญาตช่วงต่อหรือไม่
“การควบคุมคุณภาพ” ไม่ใช่ข้อความประดับสัญญา
สัญญาควรกำหนดเงื่อนไขการควบคุมคุณภาพสินค้าหรือบริการให้ชัด เพราะลูกค้ามองเครื่องหมายเดียวกันแล้วมักคาดหวังมาตรฐานที่เชื่อมโยงกัน
เจ้าของแบรนด์จึงควรวางวิธีตรวจคุณภาพ เช่น มาตรฐานสินค้า คู่มือการใช้เครื่องหมาย วิธีตรวจสาขา การแก้ไขเมื่อไม่ผ่านมาตรฐาน และเหตุที่อาจระงับหรือยุติการใช้เครื่องหมาย
ก่อนให้คนอื่นใช้แบรนด์ ควรเช็ก 5 เรื่อง
1. เครื่องหมายได้รับการจดทะเบียนแล้วหรือยัง
2. รายการสินค้าและบริการครอบคลุมธุรกิจที่จะอนุญาตหรือไม่
3. สัญญาระบุขอบเขตและระยะเวลาชัดหรือยัง
4. มีระบบควบคุมคุณภาพที่ปฏิบัติได้จริงหรือไม่
5. เตรียมแบบ ก.05 สัญญาลงลายมือชื่อ และเอกสารประกอบครบหรือยัง
สรุปง่าย ๆ การให้คู่ค้าใช้แบรนด์ไม่ใช่แค่ส่งไฟล์โลโก้และเซ็นสัญญาทั่วไป
แต่ควรจัดโครงสร้างสิทธิ ขอบเขตการใช้ และมาตรฐานคุณภาพให้สัมพันธ์กับทะเบียนเครื่องหมายตั้งแต่ต้น
หากคุณกำลังทำแฟรนไชส์ แต่งตั้งตัวแทน หรืออนุญาตให้คู่ค้าใช้ชื่อและโลโก้ของธุรกิจ
ปรึกษา PATENTTHAI เพื่อช่วยตรวจสอบข้อมูลและวางแนวทางที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณได้ครับ
*เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป การพิจารณาสัญญาและการจดทะเบียนขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและเอกสารของแต่ละกรณี