ย้อนกลับไปหน้าบทความทั้งหมด
ลิขสิทธิ์ 03 Aug 2026

ลิขสิทธิ์ไม่ต้องจด แล้วต้องทำอะไร?

ทีมที่ปรึกษา PatentThai
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย IP
ลิขสิทธิ์ไม่ต้องจด แล้วต้องทำอะไร?

เช้าวันหนึ่งคุณเจอภาพที่คุณวาดเอง โลโก้ที่คุณออกแบบเอง หรือบทความที่คุณเขียนเอง ถูกนำไปใช้บนเพจของคนอื่นพร้อมข้อความว่า “ผลงานของเรา” คุณทักไปทวงสิทธิ อีกฝ่ายตอบสั้น ๆ ว่า “มีหลักฐานอะไรว่าคุณทำก่อน”

นี่คือจุดที่คนสร้างสรรค์ผลงานส่วนใหญ่เงียบ ไม่ใช่เพราะไม่มีสิทธิ แต่เพราะพิสูจน์สิทธิที่ตัวเองมีอยู่แล้วไม่ได้

คำตอบสั้น ๆ

ลิขสิทธิ์ในไทย เกิดขึ้นทันทีเมื่อสร้างสรรค์ผลงานเสร็จ โดยไม่ต้องจดทะเบียน ตามมาตรา 6 ประกอบมาตรา 8

แต่ “ไม่ต้องจด” ไม่ได้แปลว่า “ไม่ต้องทำอะไร” เพราะเมื่อเกิดข้อพิพาท ศาลชี้ขาดจากพยานหลักฐาน ไม่ใช่จากคำบอกเล่า

สิ่งที่ต้องทำคือเก็บไฟล์ต้นฉบับ บันทึกวันสร้างผลงาน เก็บหลักฐานการเผยแพร่ ทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร และจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ

ปัญหาที่เกิดจริง

      พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครทำก่อน เก็บแค่ไฟล์ส่งออกครั้งสุดท้าย ไม่มีไฟล์ทำงาน ไม่มีร่าง ไม่มีวันที่

 

      สับสนระหว่างลูกจ้างกับผู้รับจ้าง มาตรา 9 งานของลูกจ้าง ลิขสิทธิ์เป็นของลูกจ้าง หากไม่มีหนังสือตกลงเป็นอย่างอื่น ส่วนมาตรา 10 งานที่จ้างฟรีแลนซ์ทำ ผู้ว่าจ้างเป็นเจ้าของ เว้นแต่ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น หลายบริษัทจึงคิดว่า “จ่ายเงินแล้วงานเป็นของเรา” ทั้งที่ไม่ใช่

 

      โอนสิทธิด้วยปากเปล่า มาตรา 17 กำหนดว่าการโอนลิขสิทธิ์ต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย และถ้าไม่ระบุระยะเวลา ให้ถือว่าโอนเพียง 10 ปี

 

      ปล่อยจนขาดอายุความ มาตรา 63 ห้ามฟ้องเมื่อพ้น 3 ปีนับแต่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ละเมิด และต้องไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันละเมิด

 

      หลักฐานกระจัดกระจาย ไฟล์อยู่เครื่องเก่า สัญญาอยู่ในเมลพนักงานที่ลาออกไปแล้ว ถึงเวลาใช้จริงรวบรวมไม่ทัน

6 สิ่งที่ต้องทำ

      เก็บไฟล์ต้นฉบับ ไฟล์ทำงานจริงและไฟล์ร่างทุกเวอร์ชัน ไม่ใช่แค่ไฟล์ส่งออก

 

      บันทึกวันที่สร้างผลงาน วันเริ่มงาน วันส่งร่าง และวันเสร็จสมบูรณ์ เพราะอายุคุ้มครองนับจากเหตุการณ์เหล่านี้ ตามมาตรา 19 ถึง 23

 

      เก็บหลักฐานการเผยแพร่ ลิงก์โพสต์ ภาพหน้าจอที่เห็นวันเวลา อีเมลส่งงาน ให้เห็นว่างานปรากฏต่อสาธารณะครั้งแรกเมื่อใด

 

      ทำสัญญาให้ชัดเจน ระบุว่าเป็นการโอนสิทธิหรืออนุญาตให้ใช้สิทธิ ครอบคลุมสิทธิข้อใดตามมาตรา 15 ระยะเวลา อาณาเขต และการให้เครดิต และอย่าลืมธรรมสิทธิ์ตามมาตรา 18 ที่ไม่หายไปพร้อมการโอน

 

      ใส่ชื่อเจ้าของสิทธิบนงานเสมอ มาตรา 62 วรรคสอง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ที่มีชื่อแสดงไว้บนงานเป็นผู้สร้างสรรค์ การใส่เครดิตจึงสร้างข้อสันนิษฐานทางกฎหมายให้อยู่ข้างคุณ

 

      จัดเก็บอย่างเป็นระบบ โฟลเดอร์กลางแยกตามลูกค้าและปี ตั้งชื่อไฟล์มีวันที่และเวอร์ชัน สำรองบนคลาวด์ที่มีประวัติการแก้ไขไฟล์ ซึ่งปลอมย้อนหลังได้ยาก

หลักฐานที่ควรเก็บ

ไฟล์ต้นฉบับและไฟล์ร่าง อีเมลส่งงานและอนุมัติงาน วันที่เผยแพร่ครั้งแรก สัญญาจ้างและสัญญาโอนลิขสิทธิ์ ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ข้อความการว่าจ้างในแชท และประวัติการแก้ไขไฟล์บนคลาวด์

ทำไมหลักฐานจึงชี้ขาด

มาตรา 62 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าโจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ “เว้นแต่จำเลยจะโต้แย้ง”

ซึ่งในทางปฏิบัติจำเลยย่อมโต้แย้งแทบทุกคดี ภาระนำสืบจึงกลับมาที่เจ้าของผลงาน

และสิ่งเดียวที่ใช้สู้ได้คือหลักฐานที่เก็บไว้ล่วงหน้า เมื่อพิสูจน์สิทธิได้แล้ว กฎหมายให้เครื่องมือไว้พร้อม

ทั้งค่าเสียหายตามมาตรา 64 คำสั่งศาลให้ระงับการละเมิดตามมาตรา 65 และบทกำหนดโทษตามมาตรา 69 และ 70 โดยมาตรา 66 กำหนดให้เป็นความผิดอันยอมความได้ การเจรจาจึงยังเป็นทางเลือกเสมอ

แจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ ไม่ใช่การจดทะเบียน (ไม่ใช่หลักฐานความเป็นเจ้าของ)

กรมทรัพย์สินทางปัญญาเปิดให้แจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์และออกหนังสือรับรองได้ แต่ไม่ก่อให้เกิดสิทธิ เพราะสิทธิเกิดแล้วตั้งแต่วันสร้างงานเสร็จ ประโยชน์คือใช้เป็นพยานหลักฐานเบื้องต้นประกอบการพิสูจน์สิทธิ จึงเป็นตัวเสริมที่ดี แต่ระบบจัดเก็บหลักฐานของคุณเองยังเป็นตัวหลัก

สรุป

“ลิขสิทธิ์ไม่ต้องจด” จริงตามกฎหมาย แต่จริงเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งคือ สิทธิที่พิสูจน์ไม่ได้ ก็ใช้บังคับไม่ได้ เริ่มวันนี้ด้วยสามอย่างที่ทำได้ทันที คือเก็บไฟล์ต้นฉบับ บันทึกวันที่ และทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านลิขสิทธิ์ PATENTTHAI

วางระบบจัดเก็บหลักฐาน ร่างสัญญาโอนลิขสิทธิ์ ยื่นแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ หรือถูกละเมิดผลงาน ปรึกษาเราได้ตั้งแต่ต้นจนจบ

LINE: @patentthai

Facebook: PATENTTHAI

Tel: 085-498-2997

บทความนี้มีประโยชน์ต่อธุรกิจของคุณหรือไม่? ปรึกษาเรื่องนี้กับทนายความฟรี