ย้อนกลับไปหน้าบทความทั้งหมด
เครื่องหมายการค้า 28 Jul 2026

Case Study แก้ปัญหาแบรนด์ : เมื่อแบรนด์เริ่มมีปัญหา ควรวางแผนอย่างไร

ทีมที่ปรึกษา PatentThai
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย IP
Case Study แก้ปัญหาแบรนด์ : เมื่อแบรนด์เริ่มมีปัญหา ควรวางแผนอย่างไร

เมื่อแบรนด์พบชื่อหรือโลโก้ที่อาจคล้ายกันในตลาด สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การรีบเปลี่ยนชื่อ และไม่ใช่การนิ่งเฉย

แต่คือการวางแผนตามลำดับ 5 ขั้น คือ ตรวจสอบข้อมูลในฐานข้อมูลกรมทรัพย์สินทางปัญญา วิเคราะห์ความเสี่ยงตามมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 วางแผนแนวทางคุ้มครอง ดำเนินการตามสิทธิที่มีจริง เช่น คัดค้านตามมาตรา 35 ภายใน 60 วัน และเฝ้าระวังพร้อมต่ออายุทุก 10 ปีตามมาตรา 53 และ 54

แบรนด์ไม่ได้พังตอนเริ่มต้น แต่พังตอนกำลังไปได้ดี วันที่ยอดขายเริ่มนิ่ง ลูกค้าเริ่มจำชื่อได้ แล้วมีลูกค้าส่งภาพสินค้าของอีกร้านหนึ่งที่ใช้ชื่อคล้ายกัน โลโก้โทนสีเดียวกัน มาถามว่า “อันนี้ของพี่หรือเปล่าคะ”

จุดนี้เองที่หลายแบรนด์ตัดสินใจผิด บางรายเงียบไว้ก่อน บางรายรีบเปลี่ยนชื่อทั้งที่ตัวเองอาจมีสิทธิดีกว่า ความจริงคือ แบรนด์ไม่ได้เสียหายเพราะมีคู่แข่ง แต่เสียหายเพราะไม่รู้ว่าตัวเองถือสิทธิอะไรอยู่ในมือ

ลำดับเหตุการณ์ที่พบบ่อยของแบรนด์ไทย

1.   แบรนด์กำลังเติบโต เริ่มมีคนรู้จักและมีตัวแทนจำหน่าย

2.   พบชื่อหรือโลโก้ที่อาจคล้ายกันในตลาด

3.   ประเมินความเสี่ยงและตรวจสอบสิทธิว่าใครยื่นก่อน จดในจำพวกใด

4.   วางแผนการคุ้มครองแบรนด์

5.   ดำเนินการตามแนวทางที่เหมาะสม

ต้นตอของปัญหาที่พบซ้ำ ๆ

     ไม่ตรวจสอบก่อนใช้ชื่อ ลงทุนแพ็กเกจจิ้งและโฆษณาไปแล้วจึงพบว่าชื่อซ้ำ

     จดทะเบียนช้า กฎหมายไทยให้น้ำหนักกับผู้ยื่นคำขอก่อน (First-to-File) ใช้มานานแต่ไม่จด อาจเสียเปรียบ

     จดไม่ครบจำพวก ขยายไลน์สินค้าใหม่แต่ไม่ได้ยื่นเพิ่ม สินค้าใหม่จึงไม่มีเกราะคุ้มครอง

     ใช้คำที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เช่น คำบรรยายลักษณะสินค้าโดยตรง ซึ่งอาจไม่ผ่านเกณฑ์มาตรา 7

     ลืมต่ออายุ สิทธิที่สะสมมาหลายปีอาจสิ้นผลไป

ความเสี่ยงถ้าปล่อยไว้

     คำขอถูกปฏิเสธ หรือถูกคู่แข่งยื่นคัดค้าน ทำให้กระบวนการยืดออกไปหลายเดือนถึงหลักปี

     ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหาย หรือถูกดำเนินคดีอาญาฐานปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้า

     ต้องเปลี่ยนชื่อแบรนด์ใหม่ทั้งระบบ ทั้งบรรจุภัณฑ์ ป้ายร้าน เว็บไซต์ และงบโฆษณาที่ลงไปแล้ว

     เสียโอกาสทางธุรกิจ เพราะคู่ค้า ห้าง แพลตฟอร์ม และนักลงทุน มักขอดูหลักฐานสิทธิในแบรนด์

กรอบวางแผน 5 ขั้นตอน

1. RESEARCH ตรวจสอบข้อมูล 

สืบค้นฐานข้อมูลเครื่องหมายการค้า ทั้งคำที่สะกดเหมือน เสียงเรียกขานใกล้เคียง และภาพประดิษฐ์ที่คล้ายกัน พร้อมดูว่าฝ่ายใดยื่นคำขอไว้ก่อน

2. ANALYSIS วิเคราะห์ความเสี่ยง 

พิจารณาภาพรวมเครื่องหมาย ลักษณะเด่น เสียงเรียกขาน จำพวกสินค้า และโอกาสที่ผู้บริโภคจะสับสนหลงผิด

3. STRATEGY วางแผนคุ้มครอง

เลือกระหว่างปรับแก้เครื่องหมาย ยื่นจดให้ครบและเร็ว ยื่นคัดค้าน ขอเพิกถอน เจรจาทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ หรือดำเนินคดี

4. PROTECTION ดำเนินการ

เตรียมเอกสารและหลักฐานการใช้ ยื่นคำขอ ตอบข้อโต้แย้งของนายทะเบียน จนได้หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียน

5. MONITOR เฝ้าระวัง

ตรวจประกาศโฆษณาคำขอของรายอื่นเป็นระยะ เก็บหลักฐานการใช้ต่อเนื่อง และวางปฏิทินต่ออายุล่วงหน้า

ประโยชน์ของการวางแผน

     คุ้มครองสิทธิและป้องกันการลอกเลียนแบบได้อย่างมีน้ำหนักทางกฎหมาย

     สร้างความน่าเชื่อถือในตลาด และเพิ่มมูลค่าให้แบรนด์ในฐานะทรัพย์สินที่โอนและอนุญาตให้ใช้ได้

     สนับสนุนการลงทุน การขยายตลาด และระบบแฟรนไชส์ พร้อมลดข้อพิพาทกับหุ้นส่วนและตัวแทนจำหน่าย

มาตรากฎหมายที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2559

     มาตรา 6, 7, 8 หลักเกณฑ์การรับจดทะเบียน ต้องมีลักษณะบ่งเฉพาะ ไม่มีลักษณะต้องห้าม และไม่เหมือนหรือคล้ายกับของผู้อื่น

     มาตรา 13 ห้ามรับจดทะเบียนเครื่องหมายที่เหมือนหรือคล้ายกับของผู้อื่นที่จดหรือยื่นไว้ก่อน จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า

     มาตรา 20 และ 21 โดยหลัก ผู้ยื่นคำขอไว้เป็นรายแรกย่อมเป็นผู้มีสิทธิได้รับการจดทะเบียน

     มาตรา 35 ยื่นคำคัดค้านการจดทะเบียนของผู้อื่นได้ ภายใน 60 วันนับแต่วันประกาศโฆษณา

     มาตรา 44 เจ้าของเครื่องหมายที่จดทะเบียนแล้ว มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการใช้เครื่องหมายนั้นสำหรับสินค้าที่จดไว้

     มาตรา 46 ผู้ที่ไม่ได้จดทะเบียนจะฟ้องป้องกันการละเมิดหรือเรียกค่าสินไหมทดแทนไม่ได้ แต่ยังฟ้องคดีลวงขายได้ — เหตุผลสำคัญที่สุดที่ต้องจดทะเบียน

     มาตรา 53 และ 54 คุ้มครอง 10 ปี ต่ออายุได้คราวละ 10 ปี โดยยื่นภายใน 90 วันก่อนวันสิ้นอายุ และมีช่วงผ่อนผัน 6 เดือนโดยเสียค่าธรรมเนียมเพิ่ม

     มาตรา 61, 63, 67 ช่องทางขอเพิกถอนการจดทะเบียน กรณีไม่ควรได้รับจดตั้งแต่ต้น ไม่มีการใช้ 3 ปี หรือฟ้องศาลภายใน 5 ปีโดยผู้มีสิทธิดีกว่า

     มาตรา 108, 109, 110 ปลอมเครื่องหมาย จำคุกไม่เกิน 4 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท เลียนเครื่องหมาย จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท ผู้จำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายมีความผิดด้วย

     กฎหมายอื่นที่ใช้ประกอบ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (มาตรา 4, 6, 15, 27) คุ้มครองโลโก้ในฐานะงานศิลปกรรม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 (มาตรา 5, 56) และ ป.พ.พ. มาตรา 420

คำถามที่พบบ่อย

ถาม : ใช้ชื่อมาก่อนแต่ยังไม่จดทะเบียน จะได้เปรียบไหม

ตอบ : อาจอ้างสิทธิดีกว่าได้ แต่ต้องมีหลักฐานการใช้ที่ชัดเจนต่อเนื่อง และต้องใช้สิทธิผ่านการคัดค้านตามมาตรา 35 หรือฟ้องเพิกถอนตามมาตรา 67 ซึ่งใช้เวลาและต้นทุนมากกว่าการจดทะเบียนไว้ตั้งแต่ต้น

ถาม: ยังไม่จดทะเบียน จะฟ้องคนลอกแบรนด์ได้ไหม

ตอบ: ตามมาตรา 46 ฟ้องเพื่อป้องกันการละเมิดหรือเรียกค่าสินไหมทดแทนไม่ได้ แต่ยังฟ้องคดีลวงขายได้ และหากโลโก้เข้าข่ายงานศิลปกรรม อาจใช้สิทธิตามกฎหมายลิขสิทธิ์ประกอบ

ถาม : เจอคนยื่นจดชื่อคล้ายกับเรา มีเวลาเท่าไร

ตอบ : หากอยู่ระหว่างประกาศโฆษณา ยื่นคัดค้านได้ภายใน 60 วัน ตามมาตรา 35 หากรับจดทะเบียนไปแล้ว ยังมีช่องทางขอเพิกถอนตามมาตรา 61, 63 หรือฟ้องศาลตามมาตรา 67 ภายใน 5 ปี

ถาม : จดโลโก้อย่างเดียวพอไหม

ตอบ : โดยทั่วไปควรจดทั้งคำ (ชื่อแบรนด์) และภาพประดิษฐ์ (โลโก้) เพราะการจดเฉพาะแบบรวมกัน อาจคุ้มครองในลักษณะที่ปรากฏรวมกันเท่านั้น หากคู่แข่งนำเฉพาะชื่อไปใช้ในรูปแบบอื่น การบังคับสิทธิจะยากขึ้น

ทุกปัญหาของแบรนด์มีรายละเอียดแตกต่างกัน การเลือกแนวทางแก้ไขควรพิจารณาจากข้อเท็จจริง สิทธิที่เกี่ยวข้อง และกฎหมายที่ใช้บังคับ สิ่งที่แยกแบรนด์ที่รอดออกจากแบรนด์ที่ต้องเริ่มใหม่ ไม่ใช่โชค แต่คือลำดับการตัดสินใจ ตรวจสอบก่อน วิเคราะห์ก่อน วางแผนก่อน แล้วจึงลงมือ

ให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยวิเคราะห์แบรนด์ของคุณ  PATENTTHAI พร้อมตรวจสอบข้อมูล วิเคราะห์ความเสี่ยง และวางแผนคุ้มครองแบรนด์ให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ ปรึกษาเบื้องต้นไม่มีค่าใช้จ่าย

LINE: @patentthai

Facebook: PATENTTHAI

Tel: 085-498-2997

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ถือเป็นความเห็นทางกฎหมายสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่งโดยเฉพาะ

บทความนี้มีประโยชน์ต่อธุรกิจของคุณหรือไม่? ปรึกษาเรื่องนี้กับทนายความฟรี