ย้อนกลับไปหน้าบทความทั้งหมด
สิทธิบัตร 24 Jul 2026

ทำไมต้องจดสิทธิบัตร? เหตุผลที่เจ้าของสิ่งประดิษฐ์ทุกคนต้องรู้

ทีมที่ปรึกษา PatentThai
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย IP
ทำไมต้องจดสิทธิบัตร? เหตุผลที่เจ้าของสิ่งประดิษฐ์ทุกคนต้องรู้

ทำไมต้องจดสิทธิบัตร? เหตุผลที่เจ้าของสิ่งประดิษฐ์ทุกคนต้องรู้

(พร้อมอ้างอิงมาตราที่เกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522)

Meta Description แนะนำสำหรับ SEO: จดสิทธิบัตรสำคัญอย่างไร? ทำไมเจ้าของสิ่งประดิษฐ์ควรจดสิทธิบัตรตั้งแต่วันแรก พร้อมอธิบายมาตรา 5, 35, 36 แห่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตร และเปรียบเทียบกับอนุสิทธิบัตร ปรึกษาฟรีกับ PATENTTHAI

ไอเดียดีแค่ไหน ก็ไร้ความหมาย ถ้าไม่มีใครยืนยันว่าเป็นของคุณ

ทุกปีมีสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมใหม่ ๆ เกิดขึ้นในประเทศไทยนับพันรายการ

แต่มีเจ้าของสิ่งประดิษฐ์จำนวนไม่น้อยที่ต้องสูญเสียรายได้มหาศาล เพียงเพราะ "ไม่ได้จดสิทธิบัตร" ตั้งแต่วันแรกที่คิดค้น

จนถูกคู่แข่งนำไอเดียไปผลิตและขายก่อน โดยที่เจ้าของตัวจริงไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไรได้เลยตามกฎหมาย

คำถามคือ "ทำไมต้องจดสิทธิบัตร?" คำตอบสั้น ๆ คือ สิทธิบัตรเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่ให้ "สิทธิแต่เพียงผู้เดียว"

แก่เจ้าของสิ่งประดิษฐ์ตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 ในการผลิต ใช้ ขาย เสนอขาย หรือนำเข้าสิ่งประดิษฐ์นั้น

เป็นระยะเวลาสูงสุดถึง 20 ปี (มาตรา 35) เพื่อปกป้องนวัตกรรม สร้างมูลค่าทางธุรกิจ และเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ถ้าไม่จดสิทธิบัตร เจ้าของสิ่งประดิษฐ์เสี่ยงอะไรบ้าง?

ในความเป็นจริง เจ้าของสิ่งประดิษฐ์จำนวนมากเข้าใจผิดว่า "คิดค้นก่อน = เป็นเจ้าของโดยอัตโนมัติ"

แต่กฎหมายสิทธิบัตรไทยใช้หลัก "ยื่นก่อนมีสิทธิก่อน" (First-to-File) ตามมาตรา 16 นั่นหมายความว่า

หากมีคนอื่นยื่นขอจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์เดียวกันก่อนคุณ แม้คุณจะเป็นผู้คิดค้นตัวจริง ก็อาจเสียสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของไปในทันที

ความเสี่ยงที่ตามมาเมื่อไม่จดสิทธิบัตร ได้แก่:

      ถูกคู่แข่งลอกเลียนแบบสิ่งประดิษฐ์ไปผลิตและขายโดยไม่ต้องขออนุญาต

      ไม่มีหลักฐานทางกฎหมายยืนยันความเป็นเจ้าของ เมื่อเกิดข้อพิพาท

      เสียโอกาสในการสร้างมูลค่าทางทรัพย์สินทางปัญญา หรือขายไลเซนส์

      นักลงทุนหรือพันธมิตรทางธุรกิจขาดความเชื่อมั่น เพราะไม่มีเอกสารคุ้มครองที่ชัดเจน

      เสียเปรียบทางการแข่งขัน หากคู่แข่งจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ใกล้เคียงกันได้ก่อน

ทำไมต้องจดสิทธิบัตร และมีมาตราใดรองรับบ้าง?

การจดสิทธิบัตรคือการยื่นคำขอต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อขอรับความคุ้มครองทางกฎหมายสำหรับสิ่งประดิษฐ์ของคุณ

โดยการประดิษฐ์ที่จะขอรับสิทธิบัตรได้ต้องมีลักษณะครบ 3 ข้อ ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 คือ

      เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ (Novelty) — ไม่เคยเปิดเผยหรือใช้แพร่หลายมาก่อน

      เป็นการประดิษฐ์ที่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น (Inventive Step) — ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ชำนาญในสาขานั้นคิดได้โดยง่าย

      เป็นการประดิษฐ์ที่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรมได้ (Industrial Applicability)

เมื่อได้รับสิทธิบัตรแล้ว เจ้าของสิทธิบัตรจะได้รับ "สิทธิแต่เพียงผู้เดียว" ตามมาตรา 36 ในการผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตร โดยมีอายุความคุ้มครอง 20 ปีนับแต่วันยื่นคำขอ ตามมาตรา 35

แล้วถ้าสิ่งประดิษฐ์ไม่ซับซ้อนมาก มีทางเลือกไหม?

มี — คือ "อนุสิทธิบัตร" (Petty Patent) ตามหมวด 3 ทวิ มาตรา 65 ทวิ ซึ่งกำหนดเกณฑ์ไว้เพียง 2 ข้อ คือ เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่

และสามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรมได้ โดยไม่ต้องพิสูจน์ขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้นเหมือนสิทธิบัตร จึงใช้เวลาพิจารณาและได้รับความคุ้มครองเร็วกว่า

อนุสิทธิบัตรมีอายุความคุ้มครอง 6 ปีนับแต่วันยื่นคำขอ และสามารถต่ออายุได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 2 ปี รวมสูงสุด 10 ปี เหมาะสำหรับสิ่งประดิษฐ์ที่ต้องการความคุ้มครองอย่างรวดเร็วเพื่อเข้าสู่ตลาดก่อนคู่แข่ง

สรุป 5 ประโยชน์หลักของการจดสิทธิบัตร

      คุ้มครองสิทธิในสิ่งประดิษฐ์ ไม่ให้ผู้อื่นนำไปใช้ ผลิต หรือขายโดยไม่ได้รับอนุญาต

      เพิ่มความน่าเชื่อถือของธุรกิจ ต่อลูกค้า คู่ค้า และนักลงทุน

      สร้างมูลค่าทางทรัพย์สินทางปัญญา ที่สามารถนำไปต่อยอด ซื้อขาย หรือให้ไลเซนส์ได้

      สนับสนุนการลงทุนและการต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพราะมีเอกสารคุ้มครองรองรับชัดเจน

      ช่วยกำหนดสิทธิในการใช้ประโยชน์ตามกฎหมาย ป้องกันข้อพิพาทในอนาคต

สิ่งประดิษฐ์แบบไหนที่เหมาะกับการจดสิทธิบัตร

สิ่งประดิษฐ์ใหม่ เทคโนโลยี เครื่องจักร อุปกรณ์ กระบวนการผลิต ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม นวัตกรรมด้านวิศวกรรม

รวมถึงงานวิจัยที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ ล้วนเป็นกลุ่มที่ควรพิจารณาวางแผนคุ้มครองด้วยสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรตั้งแต่เริ่มต้น

"การจดสิทธิบัตรเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการคุ้มครองนวัตกรรม แต่การได้รับความคุ้มครองขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด" — PATENTTHAI

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการจดสิทธิบัตร (FAQ)

1. จดสิทธิบัตรสำคัญอย่างไร?

สิทธิบัตรช่วยให้เจ้าของสิ่งประดิษฐ์มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวตามกฎหมาย (มาตรา 36) ป้องกันการลอกเลียนแบบ เพิ่มมูลค่าธุรกิจ

และเป็นหลักฐานยืนยันความเป็นเจ้าของที่ใช้อ้างอิงในทางกฎหมายได้

2. สิทธิบัตรคุ้มครองนานแค่ไหน?

สิทธิบัตรการประดิษฐ์คุ้มครอง 20 ปีนับแต่วันยื่นคำขอ (มาตรา 35) ส่วนอนุสิทธิบัตรคุ้มครอง 6 ปี และต่ออายุได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 2 ปี รวมสูงสุด 10 ปี

3. สิทธิบัตรกับอนุสิทธิบัตรต่างกันอย่างไร?

สิทธิบัตรต้องผ่านเกณฑ์ 3 ข้อตามมาตรา 5 รวมถึง "ขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น" และใช้เวลาตรวจสอบนานกว่า

แต่คุ้มครองยาว 20 ปี ส่วนอนุสิทธิบัตรตามมาตรา 65 ทวิ ผ่านเกณฑ์เพียง 2 ข้อ ได้รับความคุ้มครองเร็วกว่า แต่ระยะเวลาคุ้มครองสั้นกว่า

4. ใครควรจดสิทธิบัตร?

เจ้าของสิ่งประดิษฐ์ใหม่ เทคโนโลยี เครื่องจักร อุปกรณ์ กระบวนการผลิต ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม นวัตกรรมด้านวิศวกรรม

และงานวิจัยที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ ควรวางแผนจดสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ

5. ถ้าไม่จดสิทธิบัตรจะเกิดอะไรขึ้น?

สิ่งประดิษฐ์จะไม่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย ผู้อื่นสามารถนำไปผลิต ใช้ หรือขายได้โดยไม่ผิดกฎหมาย

และหากมีผู้อื่นยื่นขอจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์เดียวกันก่อน เจ้าของตัวจริงอาจเสียสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของไปตามหลัก First-to-File (มาตรา 16)

อย่าปล่อยให้ไอเดียดี ๆ ไม่มีเจ้าของตามกฎหมาย

การจดสิทธิบัตรไม่ใช่แค่เรื่องของเอกสารราชการ แต่คือการลงทุนเพื่อปกป้องอนาคตทางธุรกิจของคุณ

ยิ่งวางแผนคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์เร็วเท่าไหร่ ยิ่งลดความเสี่ยงจากการถูกลอกเลียนแบบ และเพิ่มโอกาสสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้มากขึ้นเท่านั้น

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิบัตร PATENTTHAI ได้ฟรี

      LINE: @patentthai

      Facebook: PATENTTHAI

      โทร: 085-498-2997

บทความนี้มีประโยชน์ต่อธุรกิจของคุณหรือไม่? ปรึกษาเรื่องนี้กับทนายความฟรี