ย้อนกลับไปหน้าบทความทั้งหมด
เครื่องหมายการค้า 22 Jul 2026

เครื่องหมายการค้าคืออะไร?

ทีมที่ปรึกษา PatentThai
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย IP
เครื่องหมายการค้าคืออะไร?

เครื่องหมายการค้าคืออะไร?

รวมทุกคำตอบที่เจ้าของแบรนด์ต้องรู้ ก่อนสายเกินไป (พร้อมมาตราที่เกี่ยวข้อง)

ลองจินตนาการว่า คุณใช้เวลาหลายเดือนคิดชื่อแบรนด์ ออกแบบโลโก้ สร้างเพจ ทำการตลาด จนแบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จัก

แต่แล้ววันหนึ่งกลับพบว่ามีร้านอื่นใช้ชื่อและโลโก้คล้ายกับคุณมาก จนลูกค้าสับสน

หรือที่แย่กว่านั้นคือ คุณกลับเป็นฝ่ายถูกฟ้องว่า “ละเมิดเครื่องหมายการค้า” ทั้งที่เป็นคนสร้างแบรนด์นี้ขึ้นมาเอง

สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นจริงกับเจ้าของธุรกิจไทยจำนวนไม่น้อย และสาเหตุหลักมักมาจากจุดเดียวกันคือ ไม่เข้าใจว่า “เครื่องหมายการค้า” คืออะไร และไม่ได้จดทะเบียนคุ้มครองสิทธิ์ตั้งแต่ต้น

บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจแบบชัดเจน ตรงประเด็น พร้อมอ้างอิงมาตราตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้คุณปกป้องแบรนด์ของตัวเองได้อย่างถูกต้อง

เครื่องหมายการค้าคืออะไร? (คำตอบสั้น ๆ)

เครื่องหมายการค้า คือ เครื่องหมายที่ใช้กับสินค้า เพื่อแสดงว่าสินค้านั้นแตกต่างจากสินค้าของบุคคลอื่น ตามคำนิยามในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 โดยอาจอยู่ในรูปของชื่อ คำ ข้อความ ตัวอักษร ตัวเลข ลายมือชื่อ กลุ่มของสี รูปร่างหรือรูปทรงของวัตถุ ภาพถ่าย ภาพวาด หรือภาพประดิษฐ์ก็ได้

 

พูดง่าย ๆ คือ เครื่องหมายการค้าเปรียบเสมือน “ลายเซ็นของแบรนด์” ที่ทำให้ผู้บริโภคแยกแยะได้ว่าสินค้าหรือบริการนี้เป็นของใคร 

และเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่กฎหมายให้ความคุ้มครอง หากจดทะเบียนถูกต้อง

ปัญหาที่เจ้าของธุรกิจมักเจอ เมื่อไม่จดเครื่องหมายการค้า

หลายคนเข้าใจผิดว่า แค่ใช้ชื่อแบรนด์หรือโลโก้มาสักพัก ก็ถือว่าเป็นเจ้าของสิทธิ์แล้ว

ซึ่งในความเป็นจริงไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป ปัญหาที่พบบ่อยได้แก่

     ถูกคู่แข่งใช้ชื่อหรือโลโก้ที่คล้ายกัน จนลูกค้าสับสน และแบรนด์เสียภาพลักษณ์

     ไม่สามารถดำเนินคดีหรือเรียกร้องความเสียหายได้เต็มที่ เพราะไม่มีหลักฐานสิทธิ์ตามกฎหมาย

     มีคนอื่นไปจดทะเบียนชื่อแบรนด์ของคุณก่อน ทำให้คุณกลับกลายเป็นผู้ละเมิด ทั้งที่ใช้ชื่อนี้มาก่อน

     ขยายธุรกิจหรือขายแฟรนไชส์ได้ยาก เพราะไม่มีทรัพย์สินทางปัญญาที่จับต้องได้มายืนยันมูลค่าแบรนด์

ปัญหาเหล่านี้ป้องกันได้ตั้งแต่ต้น หากเข้าใจหลักเกณฑ์ทางกฎหมายและวางแผนจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอย่างถูกต้อง

แก้ปัญหาให้ตรงจุด: เข้าใจหลักเกณฑ์เครื่องหมายการค้าตามกฎหมาย

1. เครื่องหมายการค้าคืออะไร ตามนิยามกฎหมาย (มาตรา 4)

ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 “เครื่องหมาย” หมายถึง ภาพถ่าย ภาพวาด ภาพประดิษฐ์ ตรา ชื่อ คำ ข้อความ ตัวหนังสือ ตัวเลข ลายมือชื่อ กลุ่มของสี รูปร่างหรือรูปทรงของวัตถุ หรือสิ่งเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน

ส่วน “เครื่องหมายการค้า” คือ เครื่องหมายที่ใช้หรือจะใช้เป็นที่หมายเกี่ยวข้องกับสินค้า เพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างจากสินค้าของผู้อื่น

2. เครื่องหมายการค้าแบบไหนที่จดทะเบียนได้ (มาตรา 6)

มาตรา 6 กำหนดว่า เครื่องหมายการค้าที่จะจดทะเบียนได้ ต้องมีลักษณะครบ 3 ข้อพร้อมกัน คือ

(1) มีลักษณะบ่งเฉพาะ ตามมาตรา 7

(2) ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ตามมาตรา 8

(3) ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่บุคคลอื่นจดทะเบียนไว้แล้ว ตามมาตรา 13

3. ลักษณะบ่งเฉพาะคืออะไร (มาตรา 7)

มาตรา 7 อธิบายว่า ลักษณะบ่งเฉพาะ คือ ลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้าทราบและเข้าใจได้ว่า สินค้าที่ใช้เครื่องหมายนี้แตกต่างจากสินค้าอื่น

เช่น ชื่อที่ไม่ได้บรรยายคุณสมบัติสินค้าตรง ๆ ภาพประดิษฐ์ที่คิดขึ้นเอง หรือกลุ่มตัวอักษรที่ไม่ใช่คำทั่วไป

เครื่องหมายที่เป็นคำบรรยายสรรพคุณตรงตัว เช่น “อร่อย” สำหรับสินค้าอาหาร มักถูกปฏิเสธเพราะขาดลักษณะบ่งเฉพาะ

4. ลักษณะต้องห้ามคืออะไร (มาตรา 8)

มาตรา 8 ระบุลักษณะที่ห้ามใช้เป็นเครื่องหมายการค้า เช่น ตราแผ่นดิน ธงชาติ พระบรมฉายาลักษณ์ เครื่องหมายราชการ หรือเครื่องหมายที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี

แม้เครื่องหมายจะมีความบ่งเฉพาะ แต่หากเข้าข่ายลักษณะต้องห้าม ก็ไม่สามารถจดทะเบียนได้

5. ประเภทของเครื่องหมายตามกฎหมายไทย

นอกจาก “เครื่องหมายการค้า” (สำหรับสินค้า) กฎหมายยังแบ่งเครื่องหมายออกเป็นประเภทอื่น ๆ ตามหมวด 2-3 ของพระราชบัญญัติ ได้แก่ เครื่องหมายบริการ เครื่องหมายรับรอง และเครื่องหมายร่วม (มาตรา 80-94)

ซึ่งแต่ละประเภทมีวัตถุประสงค์และเงื่อนไขการใช้งานต่างกัน ผู้ประกอบการควรเลือกจดทะเบียนให้ตรงกับลักษณะธุรกิจของตน

6. จดแล้วคุ้มครองนานแค่ไหน

เมื่อจดทะเบียนสำเร็จ เครื่องหมายการค้าจะได้รับความคุ้มครองเป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันยื่นคำขอจดทะเบียน (มาตรา 53)

และสามารถต่ออายุได้ครั้งละ 10 ปีไปเรื่อย ๆ โดยต้องยื่นคำขอต่ออายุภายใน 90 วันก่อนวันครบกำหนด (มาตรา 54)

ประโยชน์ของการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

     สร้างความแตกต่างและจดจำง่าย ทำให้ลูกค้าแยกแบรนด์ของคุณจากคู่แข่งได้ชัดเจน

     เป็นหลักฐานทางกฎหมาย ใช้ฟ้องร้องหรือคัดค้านผู้ละเมิดสิทธิ์ได้

     เพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ ใช้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาในการต่อยอด ขายแฟรนไชส์ หรือระดมทุน

     สนับสนุนการขยายตลาด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้า

1. เครื่องหมายการค้า ต่างจากลิขสิทธิ์อย่างไร?

เครื่องหมายการค้าคุ้มครอง “สัญลักษณ์ที่แยกแยะสินค้า/บริการ” ต้องจดทะเบียนจึงจะได้รับสิทธิ์ตามกฎหมายอย่างเต็มที่

ส่วนลิขสิทธิ์คุ้มครอง “งานสร้างสรรค์” เช่น งานเขียน งานศิลปะ และเกิดสิทธิ์ทันทีที่สร้างงานโดยไม่ต้องจดทะเบียน

2. ใครสามารถยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้บ้าง?

บุคคลธรรมดา นิติบุคคล หรือกลุ่มบุคคล ที่เป็นเจ้าของหรือมีสิทธิ์ในเครื่องหมายนั้น สามารถยื่นคำขอจดทะเบียนต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้

3. จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ต้องยื่นที่ไหน?

ยื่นคำขอต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ โดยต้องตรวจสอบก่อนว่าเครื่องหมายที่จะยื่นไม่ซ้ำหรือคล้ายกับเครื่องหมายที่มีผู้จดทะเบียนไว้แล้ว เพื่อลดความเสี่ยงถูกปฏิเสธคำขอ

เริ่มต้นปกป้องแบรนด์ของคุณวันนี้ ก่อนจะสายเกินไป

การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่คือการลงทุนปกป้องแบรนด์ที่คุณสร้างมาด้วยความตั้งใจ ยิ่งจดเร็ว ยิ่งลดความเสี่ยงถูกแย่งสิทธิ์ หรือถูกฟ้องร้องในอนาคต

หากยังไม่แน่ใจว่าเครื่องหมายของคุณเข้าเกณฑ์จดทะเบียนได้หรือไม่ ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องหมายการค้าช่วยตรวจสอบและวางแผนให้ครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่ตรวจค้นก่อนยื่นคำขอ ประเมินความเสี่ยง จัดทำและยื่นคำขอ ไปจนถึงติดตามผลและคุ้มครองสิทธิ์หลังจดทะเบียน

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องหมายการค้า PATENTTHAI

LINE: @patentthai

Facebook: PATENTTHAI

Tel: 085-498-2997

บทความนี้มีประโยชน์ต่อธุรกิจของคุณหรือไม่? ปรึกษาเรื่องนี้กับทนายความฟรี