ย้อนกลับไปหน้าบทความทั้งหมด
สิทธิบัตร 01 Jul 2026

เปรียบเทียบข้อดี ข้อจำกัด ระยะเวลาคุ้มครอง และความเหมาะสมระหว่างสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรสำหรับนวัตกรรมของคุณ!

ทีมที่ปรึกษา PatentThai
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย IP
เปรียบเทียบข้อดี ข้อจำกัด ระยะเวลาคุ้มครอง และความเหมาะสมระหว่างสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรสำหรับนวัตกรรมของคุณ!

สิทธิบัตร VS อนุสิทธิบัตร: เปรียบเทียบข้อดี ข้อจำกัด ระยะเวลาคุ้มครอง เลือกแบบไหนให้เหมาะกับนวัตกรรมของคุณ

คุณกำลังจะยื่นจดทะเบียนคุ้มครองผลงานนวัตกรรมของตัวเอง

แต่พอเปิดดูข้อมูลกลับเจอสองคำที่หน้าตาคล้ายกันจนงง คือ “สิทธิบัตร” และ “อนุสิทธิบัตร”

คำถามที่เจ้าของนวัตกรรมเกือบทุกคนถาม คือ แบบไหนคุ้มครองนานกว่ากัน แบบไหนของ่ายกว่า

และนวัตกรรมของเราเหมาะกับแบบไหนกันแน่

บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทีละประเด็น พร้อมอ้างอิงมาตราในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 เพื่อให้ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ

ทำไมการเลือกผิดประเภทถึงเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่คิด

ผู้ประกอบการและนักประดิษฐ์จำนวนไม่น้อยยื่นขอผิดประเภท

บางรายยื่นขอสิทธิบัตรทั้งที่นวัตกรรมของตนเป็นเพียงการปรับปรุงพัฒนาเล็กน้อย

ทำให้ต้องใช้เวลาพิจารณานานหลายปีและมีความเสี่ยงสูงที่คำขอจะถูกปฏิเสธ

เพราะไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นตามกฎหมาย

ในทางกลับกัน บางรายมีนวัตกรรมที่มีความใหม่และซับซ้อนสูง แต่กลับเลือกขออนุสิทธิบัตรเพราะอยากได้ความรวดเร็ว

สุดท้ายได้รับความคุ้มครองสั้นเพียง 10 ปี ทั้งที่ควรมีสิทธิได้รับความคุ้มครองสูงสุดถึง 20 ปี

ความเข้าใจผิดเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ โอกาสทางการตลาด และมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาในระยะยาว

ตารางเปรียบเทียบ สิทธิบัตร VS อนุสิทธิบัตร

หัวข้อ

สิทธิบัตรการประดิษฐ์

อนุสิทธิบัตร

ระดับนวัตกรรม

ต้องมีความใหม่ และมีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น

เน้นการพัฒนาทางเทคนิคที่เหมาะสมตามกฎหมาย ไม่ต้องมีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น

ระยะเวลาคุ้มครอง

สูงสุด 20 ปี นับแต่วันยื่นคำขอ (มาตรา 35)

สูงสุด 10 ปี (6 ปี + ต่ออายุได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 ปี ตามมาตรา 65 สัตต)

ระยะเวลาพิจารณา

โดยทั่วไปนานกว่า เพราะมีการตรวจสอบการประดิษฐ์อย่างละเอียด

โดยทั่วไปสั้นกว่า จดทะเบียนได้รวดเร็ว

ความเหมาะสม

นวัตกรรมใหม่ที่มีความก้าวหน้าทางเทคนิคสูง

การปรับปรุงหรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เข้าเงื่อนไขของกฎหมาย

* เป็นระยะเวลาสูงสุดตามกฎหมาย โดยขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามเงื่อนไข เช่น การชำระค่าธรรมเนียมรายปี และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

หลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

สิทธิบัตรการประดิษฐ์

      มาตรา 5 กำหนดคุณสมบัติของการประดิษฐ์ที่ขอรับสิทธิบัตรได้ ต้องเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น และสามารถประยุกต์ใช้ในทางอุตสาหกรรมได้

      มาตรา 9 กำหนดประเภทการประดิษฐ์ที่ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

      มาตรา 35 กำหนดให้สิทธิบัตรการประดิษฐ์มีอายุความคุ้มครอง 20 ปี นับแต่วันยื่นขอรับสิทธิบัตรในราชอาณาจักร

อนุสิทธิบัตร

      หมวด 3 ทวิ ว่าด้วยอนุสิทธิบัตร ครอบคลุมมาตรา 65 ทวิ ถึงมาตรา 65 ทศ

      มาตรา 65 ทวิ กำหนดคุณสมบัติของการประดิษฐ์ที่ขอรับอนุสิทธิบัตรได้ คือ ต้องเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่และสามารถประยุกต์ใช้ในทางอุตสาหกรรมได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นเหมือนสิทธิบัตร

      มาตรา 65 ตรี กำหนดว่าบุคคลใดจะขอรับทั้งสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรสำหรับการประดิษฐ์อย่างเดียวกันไม่ได้ ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

      มาตรา 65 สัตต กำหนดให้อนุสิทธิบัตรมีอายุ 6 ปีนับแต่วันยื่นขอ และสามารถต่ออายุได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 2 ปี รวมความคุ้มครองสูงสุดไม่เกิน 10 ปี

ข้อดีและข้อจำกัดของแต่ละแบบ

สิทธิบัตรการประดิษฐ์

ข้อดี : คุ้มครองยาวนานสูงสุด 20 ปี เหมาะกับนวัตกรรมที่ต้องใช้เวลาคืนทุนนาน สร้างความน่าเชื่อถือและมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาสูง เหมาะกับการเจรจาธุรกิจระดับสากล

ข้อจำกัด : กระบวนการตรวจสอบใช้เวลานาน มีเกณฑ์ขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นที่ต้องพิสูจน์ให้ชัดเจน ค่าใช้จ่ายและความซับซ้อนในการเตรียมเอกสารสูงกว่า

อนุสิทธิบัตร

ข้อดี : ขั้นตอนพิจารณาและจดทะเบียนรวดเร็วกว่า เหมาะกับสินค้าที่ต้องรีบเข้าสู่ตลาดหรือมีวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์สั้น เกณฑ์การพิจารณาไม่เข้มงวดเท่าสิทธิบัตร

ข้อจำกัด : ระยะเวลาคุ้มครองสั้นกว่า สูงสุดเพียง 10 ปี และมีความเสี่ยงถูกยื่นขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ภายหลังจดทะเบียนได้ตามมาตรา 65 ฉ

5 ปัจจัยที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ

1. ความใหม่และระดับความก้าวหน้าทางเทคนิคของนวัตกรรม

2. ระดับการพัฒนาของสิ่งประดิษฐ์ เป็นสิ่งใหม่ทั้งหมดหรือเป็นการต่อยอดปรับปรุง

3. เป้าหมายทางธุรกิจ ต้องการความคุ้มครองระยะยาวเพื่อสร้างมูลค่าแบรนด์ หรือแข่งขันเร็วในตลาด

4. ระยะเวลาการคุ้มครองที่ต้องการ เทียบกับวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์

5. งบประมาณและแผนการยื่นคำขอ รวมถึงความพร้อมด้านเอกสารทางเทคนิค

“ การเลือกยื่น ‘สิทธิบัตร’ หรือ ‘อนุสิทธิบัตร’ ควรพิจารณาจากลักษณะของนวัตกรรม วัตถุประสงค์ทางธุรกิจ และเงื่อนไขตามกฎหมายประกอบกัน เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองที่เหมาะสมที่สุด ”

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. สิทธิบัตรกับอนุสิทธิบัตรต่างกันอย่างไร?

สิทธิบัตรคุ้มครองการประดิษฐ์ที่มีความใหม่และมีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น ได้รับความคุ้มครองสูงสุด 20 ปี

ส่วนอนุสิทธิบัตรคุ้มครองการพัฒนาทางเทคนิคที่มีความใหม่แต่ไม่จำเป็นต้องมีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น ได้รับความคุ้มครองสูงสุด 10 ปี

2. ยื่นขอทั้งสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรสำหรับสิ่งประดิษฐ์เดียวกันได้หรือไม่?

ไม่ได้ ตามมาตรา 65 ตรี กฎหมายกำหนดให้เลือกยื่นได้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งสำหรับการประดิษฐ์เดียวกัน

3. อนุสิทธิบัตรต่ออายุได้กี่ครั้ง?

ต่ออายุได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 ปี จากอายุเริ่มต้น 6 ปี รวมความคุ้มครองสูงสุดไม่เกิน 10 ปี ตามมาตรา 65 สัตต

4. ธุรกิจ SME ควรเลือกแบบไหน?

ขึ้นอยู่กับลักษณะนวัตกรรมและเป้าหมายทางธุรกิจ หากเป็นการพัฒนาต่อยอดที่ต้องรีบเข้าสู่ตลาด อนุสิทธิบัตรอาจตอบโจทย์มากกว่า

แต่หากเป็นนวัตกรรมใหม่ที่มีศักยภาพสร้างมูลค่าระยะยาว สิทธิบัตรจะให้ความคุ้มครองที่คุ้มค่ากว่า ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อวิเคราะห์ก่อนตัดสินใจ

สรุปและคำแนะนำ

ไม่มีคำตอบเดียวที่ถูกสำหรับทุกนวัตกรรม การเลือกระหว่างสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรควรพิจารณาจากความใหม่ของนวัตกรรม ระดับการพัฒนา เป้าหมายทางธุรกิจ ระยะเวลาการคุ้มครองที่ต้องการ และงบประมาณ

การตัดสินใจผิดประเภทอาจทำให้เสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย หรือได้รับความคุ้มครองที่ไม่คุ้มค่ากับมูลค่านวัตกรรมที่แท้จริง

หากยังไม่แน่ใจว่านวัตกรรมของคุณเหมาะกับสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร

ทีมผู้เชี่ยวชาญของ PATENTTHAI พร้อมให้คำปรึกษาตั้งแต่การวิเคราะห์นวัตกรรม กำหนดกลยุทธ์การคุ้มครองสิทธิ จัดทำและยื่นคำขอ ติดตามผลการพิจารณา ไปจนถึงดูแลคุ้มครองสิทธิอย่างมืออาชีพ

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร PATENTTHAI

LINE: @patentthai

Facebook: PATENTTHAI

โทร: 085-498-2997

 

บทความนี้มีประโยชน์ต่อธุรกิจของคุณหรือไม่? ปรึกษาเรื่องนี้กับทนายความฟรี