สิทธิบัตร VS อนุสิทธิบัตร: เปรียบเทียบข้อดี ข้อจำกัด ระยะเวลาคุ้มครอง เลือกแบบไหนให้เหมาะกับนวัตกรรมของคุณ
คุณกำลังจะยื่นจดทะเบียนคุ้มครองผลงานนวัตกรรมของตัวเอง
แต่พอเปิดดูข้อมูลกลับเจอสองคำที่หน้าตาคล้ายกันจนงง คือ “สิทธิบัตร” และ “อนุสิทธิบัตร”
คำถามที่เจ้าของนวัตกรรมเกือบทุกคนถาม คือ แบบไหนคุ้มครองนานกว่ากัน แบบไหนของ่ายกว่า
และนวัตกรรมของเราเหมาะกับแบบไหนกันแน่
บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทีละประเด็น พร้อมอ้างอิงมาตราในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 เพื่อให้ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ
ทำไมการเลือกผิดประเภทถึงเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่คิด
ผู้ประกอบการและนักประดิษฐ์จำนวนไม่น้อยยื่นขอผิดประเภท
บางรายยื่นขอสิทธิบัตรทั้งที่นวัตกรรมของตนเป็นเพียงการปรับปรุงพัฒนาเล็กน้อย
ทำให้ต้องใช้เวลาพิจารณานานหลายปีและมีความเสี่ยงสูงที่คำขอจะถูกปฏิเสธ
เพราะไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นตามกฎหมาย
ในทางกลับกัน บางรายมีนวัตกรรมที่มีความใหม่และซับซ้อนสูง แต่กลับเลือกขออนุสิทธิบัตรเพราะอยากได้ความรวดเร็ว
สุดท้ายได้รับความคุ้มครองสั้นเพียง 10 ปี ทั้งที่ควรมีสิทธิได้รับความคุ้มครองสูงสุดถึง 20 ปี
ความเข้าใจผิดเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ โอกาสทางการตลาด และมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาในระยะยาว
ตารางเปรียบเทียบ สิทธิบัตร VS อนุสิทธิบัตร
|
หัวข้อ |
สิทธิบัตรการประดิษฐ์ |
อนุสิทธิบัตร |
|
ระดับนวัตกรรม |
ต้องมีความใหม่ และมีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น |
เน้นการพัฒนาทางเทคนิคที่เหมาะสมตามกฎหมาย ไม่ต้องมีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น |
|
ระยะเวลาคุ้มครอง |
สูงสุด 20 ปี นับแต่วันยื่นคำขอ (มาตรา 35) |
สูงสุด 10 ปี (6 ปี + ต่ออายุได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 ปี ตามมาตรา 65 สัตต) |
|
ระยะเวลาพิจารณา |
โดยทั่วไปนานกว่า เพราะมีการตรวจสอบการประดิษฐ์อย่างละเอียด |
โดยทั่วไปสั้นกว่า จดทะเบียนได้รวดเร็ว |
|
ความเหมาะสม |
นวัตกรรมใหม่ที่มีความก้าวหน้าทางเทคนิคสูง |
การปรับปรุงหรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เข้าเงื่อนไขของกฎหมาย |
* เป็นระยะเวลาสูงสุดตามกฎหมาย โดยขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามเงื่อนไข เช่น การชำระค่าธรรมเนียมรายปี และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
หลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
สิทธิบัตรการประดิษฐ์
● มาตรา 5 กำหนดคุณสมบัติของการประดิษฐ์ที่ขอรับสิทธิบัตรได้ ต้องเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น และสามารถประยุกต์ใช้ในทางอุตสาหกรรมได้
● มาตรา 9 กำหนดประเภทการประดิษฐ์ที่ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย
● มาตรา 35 กำหนดให้สิทธิบัตรการประดิษฐ์มีอายุความคุ้มครอง 20 ปี นับแต่วันยื่นขอรับสิทธิบัตรในราชอาณาจักร
อนุสิทธิบัตร
● หมวด 3 ทวิ ว่าด้วยอนุสิทธิบัตร ครอบคลุมมาตรา 65 ทวิ ถึงมาตรา 65 ทศ
● มาตรา 65 ทวิ กำหนดคุณสมบัติของการประดิษฐ์ที่ขอรับอนุสิทธิบัตรได้ คือ ต้องเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่และสามารถประยุกต์ใช้ในทางอุตสาหกรรมได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นเหมือนสิทธิบัตร
● มาตรา 65 ตรี กำหนดว่าบุคคลใดจะขอรับทั้งสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรสำหรับการประดิษฐ์อย่างเดียวกันไม่ได้ ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
● มาตรา 65 สัตต กำหนดให้อนุสิทธิบัตรมีอายุ 6 ปีนับแต่วันยื่นขอ และสามารถต่ออายุได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 2 ปี รวมความคุ้มครองสูงสุดไม่เกิน 10 ปี
ข้อดีและข้อจำกัดของแต่ละแบบ
สิทธิบัตรการประดิษฐ์
ข้อดี : คุ้มครองยาวนานสูงสุด 20 ปี เหมาะกับนวัตกรรมที่ต้องใช้เวลาคืนทุนนาน สร้างความน่าเชื่อถือและมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาสูง เหมาะกับการเจรจาธุรกิจระดับสากล
ข้อจำกัด : กระบวนการตรวจสอบใช้เวลานาน มีเกณฑ์ขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นที่ต้องพิสูจน์ให้ชัดเจน ค่าใช้จ่ายและความซับซ้อนในการเตรียมเอกสารสูงกว่า
อนุสิทธิบัตร
ข้อดี : ขั้นตอนพิจารณาและจดทะเบียนรวดเร็วกว่า เหมาะกับสินค้าที่ต้องรีบเข้าสู่ตลาดหรือมีวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์สั้น เกณฑ์การพิจารณาไม่เข้มงวดเท่าสิทธิบัตร
ข้อจำกัด : ระยะเวลาคุ้มครองสั้นกว่า สูงสุดเพียง 10 ปี และมีความเสี่ยงถูกยื่นขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ภายหลังจดทะเบียนได้ตามมาตรา 65 ฉ
5 ปัจจัยที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ
1. ความใหม่และระดับความก้าวหน้าทางเทคนิคของนวัตกรรม
2. ระดับการพัฒนาของสิ่งประดิษฐ์ เป็นสิ่งใหม่ทั้งหมดหรือเป็นการต่อยอดปรับปรุง
3. เป้าหมายทางธุรกิจ ต้องการความคุ้มครองระยะยาวเพื่อสร้างมูลค่าแบรนด์ หรือแข่งขันเร็วในตลาด
4. ระยะเวลาการคุ้มครองที่ต้องการ เทียบกับวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์
5. งบประมาณและแผนการยื่นคำขอ รวมถึงความพร้อมด้านเอกสารทางเทคนิค
|
“ การเลือกยื่น ‘สิทธิบัตร’ หรือ ‘อนุสิทธิบัตร’ ควรพิจารณาจากลักษณะของนวัตกรรม วัตถุประสงค์ทางธุรกิจ และเงื่อนไขตามกฎหมายประกอบกัน เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองที่เหมาะสมที่สุด ” |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. สิทธิบัตรกับอนุสิทธิบัตรต่างกันอย่างไร?
สิทธิบัตรคุ้มครองการประดิษฐ์ที่มีความใหม่และมีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น ได้รับความคุ้มครองสูงสุด 20 ปี
ส่วนอนุสิทธิบัตรคุ้มครองการพัฒนาทางเทคนิคที่มีความใหม่แต่ไม่จำเป็นต้องมีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น ได้รับความคุ้มครองสูงสุด 10 ปี
2. ยื่นขอทั้งสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรสำหรับสิ่งประดิษฐ์เดียวกันได้หรือไม่?
ไม่ได้ ตามมาตรา 65 ตรี กฎหมายกำหนดให้เลือกยื่นได้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งสำหรับการประดิษฐ์เดียวกัน
3. อนุสิทธิบัตรต่ออายุได้กี่ครั้ง?
ต่ออายุได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 ปี จากอายุเริ่มต้น 6 ปี รวมความคุ้มครองสูงสุดไม่เกิน 10 ปี ตามมาตรา 65 สัตต
4. ธุรกิจ SME ควรเลือกแบบไหน?
ขึ้นอยู่กับลักษณะนวัตกรรมและเป้าหมายทางธุรกิจ หากเป็นการพัฒนาต่อยอดที่ต้องรีบเข้าสู่ตลาด อนุสิทธิบัตรอาจตอบโจทย์มากกว่า
แต่หากเป็นนวัตกรรมใหม่ที่มีศักยภาพสร้างมูลค่าระยะยาว สิทธิบัตรจะให้ความคุ้มครองที่คุ้มค่ากว่า ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อวิเคราะห์ก่อนตัดสินใจ
สรุปและคำแนะนำ
ไม่มีคำตอบเดียวที่ถูกสำหรับทุกนวัตกรรม การเลือกระหว่างสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรควรพิจารณาจากความใหม่ของนวัตกรรม ระดับการพัฒนา เป้าหมายทางธุรกิจ ระยะเวลาการคุ้มครองที่ต้องการ และงบประมาณ
การตัดสินใจผิดประเภทอาจทำให้เสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย หรือได้รับความคุ้มครองที่ไม่คุ้มค่ากับมูลค่านวัตกรรมที่แท้จริง
หากยังไม่แน่ใจว่านวัตกรรมของคุณเหมาะกับสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร
ทีมผู้เชี่ยวชาญของ PATENTTHAI พร้อมให้คำปรึกษาตั้งแต่การวิเคราะห์นวัตกรรม กำหนดกลยุทธ์การคุ้มครองสิทธิ จัดทำและยื่นคำขอ ติดตามผลการพิจารณา ไปจนถึงดูแลคุ้มครองสิทธิอย่างมืออาชีพ
|
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร PATENTTHAI LINE: @patentthai Facebook: PATENTTHAI โทร: 085-498-2997 |