ย้อนกลับไปหน้าบทความทั้งหมด
เครื่องหมายการค้า 18 Jul 2026

การเพิกถอนเครื่องหมายการค้า ทำไมถึงโดนยึดคืน?

ทนายความทรัพย์สินทางปัญญา
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย IP
การเพิกถอนเครื่องหมายการค้า ทำไมถึงโดนยึดคืน?

จดทะเบียนแล้ว ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยตลอดไป

หลายคนเข้าใจว่า เมื่อเครื่องหมายการค้าได้รับการจดทะเบียนจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว ก็เท่ากับ “ปิดเกม” เจ้าของแบรนด์ครอบครองสิทธินั้นไปตลอดชีวิต

แต่ในความเป็นจริง เครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วสามารถถูก เพิกถอนการจดทะเบียน ได้ตลอดเวลา

หากเจ้าของไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าจะเป็นการไม่ใช้เครื่องหมายอย่างต่อเนื่อง การไม่ต่ออายุ หรือแม้แต่การถูกบุคคลอื่นพิสูจน์ว่ามีสิทธิ์ดีกว่า

เคสแบบนี้เกิดขึ้นจริงในไทยแทบทุกปี และมักสร้างความเสียหายมหาศาลให้กับแบรนด์ที่ลงทุนสร้างมานาน

ปัญหา : เพราะเข้าใจผิดว่า “จดแล้วจบ”

ในทางปฏิบัติ เจ้าของเครื่องหมายการค้าจำนวนมากละเลยการบริหารจัดการสิทธิหลังจดทะเบียน

เช่น ลืมต่ออายุ ไม่ได้ใช้เครื่องหมายจริงในทางการค้า หรือปล่อยให้แบรนด์ของตนถูกใช้จนกลายเป็น “คำสามัญ” ที่คนทั่วไปใช้เรียกสินค้าประเภทนั้นแทนที่จะหมายถึงแบรนด์

ผลลัพธ์คือถูกคู่แข่ง คู่กรณี หรือแม้แต่นายทะเบียนเอง ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนได้ตามกฎหมาย

ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 (แก้ไขเพิ่มเติม) เหตุแห่งการเพิกถอนที่พบบ่อยมีดังนี้

      ไม่ต่ออายุการจดทะเบียนภายในกำหนดเวลา — ตามมาตรา 56 หากเจ้าของเครื่องหมายไม่ยื่นคำขอต่ออายุและชำระค่าธรรมเนียมภายในระยะเวลาที่มาตรา 54 กำหนด (ก่อนหมดอายุ หรือภายใน 6 เดือนหลังหมดอายุพร้อมค่าปรับ) ให้ถือว่าเครื่องหมายการค้านั้นถูกเพิกถอนโดยผลของกฎหมายทันที

      ต่ออายุแล้วแต่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งแก้ไข — มาตรา 55 วรรคสอง กำหนดว่าหากนายทะเบียนสั่งให้แก้ไขคำขอต่ออายุให้ถูกต้องแล้วเจ้าของไม่ดำเนินการภายใน 60 วัน นายทะเบียนมีอำนาจสั่งเพิกถอนได้

      ฝ่าฝืนเงื่อนไขหรือข้อจำกัดที่นายทะเบียนกำหนด — มาตรา 58 ให้อำนาจนายทะเบียนสั่งเพิกถอนได้ทันทีหากพบว่าเจ้าของเครื่องหมายฝ่าฝืนเงื่อนไขการรับจดทะเบียน

      เลิกกิจการหรือย้ายที่ตั้งโดยไม่แจ้ง — มาตรา 59 กรณีเจ้าของหรือตัวแทนเลิกสำนักงานในประเทศไทยและไม่ตอบหนังสือแจ้งของนายทะเบียนภายในเวลาที่กำหนด

      เครื่องหมายไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะหรือต้องห้ามตั้งแต่แรก — มาตรา 61 เปิดให้ผู้มีส่วนได้เสียหรือนายทะเบียนร้องต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ให้เพิกถอนได้ หากพิสูจน์ได้ว่าขณะจดทะเบียนเครื่องหมายนั้นไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ (มาตรา 7) มีลักษณะต้องห้าม (มาตรา 8) หรือเหมือน/คล้ายกับเครื่องหมายของผู้อื่นที่จดทะเบียนไว้ก่อนจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิด

      ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี — มาตรา 62 ให้บุคคลใดก็ตามร้องขอให้เพิกถอนได้ หากเครื่องหมายนั้นขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือรัฐประศาสโนบาย

      ไม่ใช้เครื่องหมายโดยสุจริตต่อเนื่อง 3 ปี — มาตรา 63 ถือเป็นเหตุเพิกถอนที่พบบ่อยที่สุด หากเจ้าของไม่เคยใช้เครื่องหมายเลย หรือไม่ได้ใช้ในช่วง 3 ปีก่อนถูกร้องขอเพิกถอน เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่ามีเหตุพฤติการณ์พิเศษทางการค้า ไม่ใช่ความตั้งใจละทิ้งเครื่องหมาย

      เครื่องหมายกลายเป็นคำสามัญ (Genericide) — มาตรา 66 กรณีเครื่องหมายการค้าเป็นที่นิยมมากจนสาธารณชนใช้เรียกสินค้าประเภทนั้นโดยทั่วไป จนสูญเสียความหมายของความเป็นเครื่องหมายการค้า ผู้มีส่วนได้เสียร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนได้

      มีผู้อื่นมีสิทธิดีกว่า — มาตรา 67 ภายใน 5 ปีนับแต่วันจดทะเบียน (มาตรา 40) ผู้มีส่วนได้เสียสามารถร้องต่อศาลให้เพิกถอนได้ หากพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิในเครื่องหมายนั้นดีกว่าเจ้าของที่จดทะเบียนไว้

และเมื่อมีคำร้องขอเพิกถอนตามมาตรา 61, 62 หรือ 63 กฎหมายกำหนดให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าต้องแจ้งให้เจ้าของเครื่องหมายชี้แจงภายใน 60 วัน (มาตรา 64) และเมื่อมีคำสั่งแล้ว คู่กรณีมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลภายใน 90 วัน (มาตรา 65) หากพลาดกำหนดเวลาเหล่านี้ สิทธิในการต่อสู้คดีก็จะหมดไปโดยปริยาย

แนวทางแก้ไข : ป้องกันการถูกเพิกถอนตั้งแต่วันนี้

การได้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการคุ้มครอง แต่คือจุดเริ่มต้นของการบริหารสิทธิ์อย่างต่อเนื่อง

เจ้าของแบรนด์จึงควรวางระบบดูแลเครื่องหมายการค้าของตนเองอย่างเป็นระบบ ดังนี้

1.      ใช้งานเครื่องหมายการค้าจริงอย่างสม่ำเสมอ พร้อมเก็บหลักฐานการใช้ เช่น ใบเสร็จ โฆษณา บรรจุภัณฑ์ และเว็บไซต์ เพื่อพิสูจน์การใช้โดยสุจริตตามมาตรา 63 หากถูกร้องเพิกถอน

2.      ตั้งระบบเตือนต่ออายุล่วงหน้า เครื่องหมายการค้ามีอายุคุ้มครอง 10 ปี (มาตรา 53) และต้องยื่นต่ออายุก่อนหมดอายุ 3 เดือน หรืออย่างช้าภายใน 6 เดือนหลังหมดอายุ (มาตรา 54) เพื่อไม่ให้ถูกเพิกถอนโดยผลของกฎหมายตามมาตรา 56

3.      ตรวจสอบและป้องกันการละเมิดสิทธิ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เครื่องหมายกลายเป็นคำสามัญ (genericide) ที่เสี่ยงถูกเพิกถอนตามมาตรา 66

4.      ตรวจสอบความบ่งเฉพาะและความซ้ำซ้อนก่อนยื่นจดทะเบียนทุกครั้ง เพื่อลดความเสี่ยงถูกร้องเพิกถอนตามมาตรา 61 ในภายหลัง

5.      บริหารพอร์ตเครื่องหมายการค้าทั้งหมดในองค์กรอย่างเป็นระบบ ทั้งการต่ออายุ การอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ (License) และการติดตามคำสั่งจากนายทะเบียนหรือคณะกรรมการอย่างใกล้ชิด

6.      ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญาโดยเฉพาะ เพื่อวางกลยุทธ์คุ้มครองแบรนด์ระยะยาว และรับมือกับคำร้องขอเพิกถอนได้ทันเวลา

สรุปคือ “การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการคุ้มครอง การใช้สิทธิ์และการดูแลเครื่องหมายการค้าอย่างต่อเนื่อง เป็นส่วนสำคัญในการรักษาสิทธิ์ของเจ้าของเครื่องหมาย”

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องหมายการค้ากับ PATENTTHAI

หากคุณกังวลว่าเครื่องหมายการค้าของธุรกิจอาจมีความเสี่ยงถูกเพิกถอน หรือกำลังจะยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใหม่และต้องการวางแผนป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นทาง

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญาของ PATENTTHAI พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลตลอดกระบวนการ ตั้งแต่ตรวจสอบ จดทะเบียน ต่ออายุ ไปจนถึงการบริหารพอร์ตเครื่องหมายการค้าอย่างมืออาชีพ

LINE: @patentthai

Facebook: PATENTTHAI

โทร: 085-498-2997

เว็บไซต์: patentthai.com

บทความนี้มีประโยชน์ต่อธุรกิจของคุณหรือไม่? ปรึกษาเรื่องนี้กับทนายความฟรี