ย้อนกลับไปหน้าบทความทั้งหมด
ลิขสิทธิ์ 16 Jul 2026

กฎหมายลิขสิทธิ์และ AI ใครคือเจ้าของผลงานที่ AI สร้าง?

ทีมงาน PatentThai
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย IP
กฎหมายลิขสิทธิ์และ AI ใครคือเจ้าของผลงานที่ AI สร้าง?

ใครคือเจ้าของผลงานที่ AI สร้าง?

ใช้ AI วาดภาพ เขียนบทความ แต่งเพลง... แล้วผลงานนั้นเป็น "ลิขสิทธิ์" ของใคร?

ทุกวันนี้แค่พิมพ์ Prompt ไม่กี่บรรทัด AI ก็สร้างภาพสวย บทความยาว หรือแม้แต่โลโก้แบรนด์ให้ได้ภายในไม่กี่วินาที เร็ว ง่าย และดูเหมือนจะฟรี

แต่คำถามที่หลายคนมองข้ามคือ ผลงานที่ AI สร้างขึ้นนั้น กฎหมายถือว่าเป็น "งานอันมีลิขสิทธิ์" หรือไม่ และถ้าใช่ ใครคือเจ้าของสิทธิ์ตัวจริง ระหว่างผู้ใช้งาน เจ้าของแพลตฟอร์ม AI หรือไม่มีใครเป็นเจ้าของเลย

คำตอบของคำถามนี้สำคัญมากกว่าที่คิด เพราะมันตัดสินว่าคุณจะสามารถนำผลงานไปใช้เชิงพาณิชย์ ห้ามคนอื่นก็อปปี้ หรือแม้แต่ฟ้องร้องปกป้องสิทธิ์ของตัวเองได้หรือไม่

ปัญหาที่ครีเอเตอร์และธุรกิจไทยกำลังเจอ

หลายคนใช้ AI สร้างภาพประกอบเว็บไซต์ โลโก้แบรนด์ หรือคอนเทนต์การตลาด โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังเดินเข้าสู่พื้นที่สีเทาทางกฎหมาย ปัญหาหลักที่พบบ่อยมีดังนี้

        นำผลงาน AI ไปใช้เชิงพาณิชย์ แล้วถูกโต้แย้งภายหลังว่าไม่มีสิทธิ์ในงานนั้นจริง เพราะไม่เข้าเงื่อนไข "งานอันมีลิขสิทธิ์"

        ไม่แน่ใจว่าสามารถห้ามคนอื่นนำผลงานที่ตนสร้างด้วย AI ไปใช้ซ้ำได้หรือไม่

        AI อาจสร้างผลงานที่คล้ายกับงานของศิลปินหรือเจ้าของลิขสิทธิ์รายอื่นโดยไม่ตั้งใจ จนกลายเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์บุคคลที่สาม

        ธุรกิจที่ใช้ AI ผลิตคอนเทนต์จำนวนมาก แต่ไม่มีนโยบายหรือหลักฐานรองรับบทบาทของมนุษย์ในกระบวนการสร้างสรรค์ ทำให้เสียเปรียบหากเกิดข้อพิพาท

ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4 กำหนดนิยามคำว่า "ผู้สร้างสรรค์" ว่าหมายถึง ผู้ทำหรือผู้ก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์อย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์

ซึ่งตีความกันโดยทั่วไปว่าต้องเป็น "บุคคล" คือ มนุษย์ หรือนิติบุคคลเท่านั้น ส่งผลให้ AI ในฐานะซอฟต์แวร์ไม่มีสถานะเป็นผู้สร้างสรรค์ตามกฎหมายไทยได้ และหากมนุษย์ไม่ได้มีส่วนร่วมในเชิงสร้างสรรค์อย่างมีนัยสำคัญ ผลงานนั้นก็มีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์เลย กลายเป็นงานที่ใครก็นำไปใช้ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย

ใช้ AI อย่างไรให้ผลงานยังมีสิทธิ์ตามกฎหมาย

1. เข้าใจหลักกฎหมายลิขสิทธิ์ไทยที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4 นิยาม "ลิขสิทธิ์" ว่าเป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะทำการใด ๆ เกี่ยวกับงานที่ "ผู้สร้างสรรค์" ได้ทำขึ้น เมื่อกฎหมายใช้คำว่า "ผู้" จึงตีความว่าต้องเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ไม่ใช่โปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือ AI

แม้ในทางวิชาการจะมีข้อเสนอให้ปรับปรุงมาตรา 6 ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพื่อรองรับ "งานสร้างสรรค์ที่เกิดจากปัญญาประดิษฐ์" และแนวคิดเรื่อง "ผู้สร้างสรรค์ร่วม" ระหว่างมนุษย์กับ AI ให้ชัดเจนขึ้น แต่ปัจจุบันกฎหมายไทยยังไม่มีบทบัญญัติเฉพาะสำหรับกรณีนี้โดยตรง

ส่วนเรื่องอายุความคุ้มครอง พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2565 มาตรา 21 กำหนดว่างานประเภทโสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง หรืองานแพร่เสียงแพร่ภาพ มีอายุคุ้มครอง 50 ปีนับแต่สร้างสรรค์ ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่ควรพิจารณาประกอบ หากผลงานร่วมกับ AI ของคุณเข้าข่ายงานประเภทดังกล่าว

2. ให้มนุษย์มีบทบาทสร้างสรรค์ที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่กด Prompt

หากผลงานเกิดจาก AI ล้วน ๆ โดยผู้ใช้เพียงพิมพ์คำสั่งสั้น ๆ แล้วนำผลลัพธ์มาใช้ทันที โอกาสที่จะได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์จะต่ำมาก

แต่ถ้าคุณมีบทบาทสำคัญในกระบวนการ เช่น กำหนดแนวทางหรือคำสั่งอย่างละเอียด คัดเลือก ตัดต่อ หรือปรับแต่งผลงานจน AI จนเกิดความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ หรือนำผลลัพธ์จาก AI มาผสมผสานกับงานที่สร้างขึ้นเองเพิ่มเติม ก็มีโอกาสมากขึ้นที่ผลงานนั้นจะเข้าข่ายงานอันมีลิขสิทธิ์ตามมาตรา 4

3. เก็บหลักฐานกระบวนการสร้างสรรค์ไว้เสมอ

        บันทึก Prompt ทุกเวอร์ชันที่ใช้

        เก็บไฟล์ร่างและไฟล์ที่ปรับแต่งแล้วในแต่ละขั้นตอน

        บันทึกวันที่ เวลา และลำดับการแก้ไข

        จัดทำนโยบายการใช้ AI ภายในองค์กรให้ชัดเจน โดยเฉพาะธุรกิจที่ผลิตคอนเทนต์จำนวนมาก

หลักฐานเหล่านี้จะช่วยยืนยันบทบาทของมนุษย์ในกระบวนการสร้างสรรค์ หากเกิดข้อพิพาทด้านลิขสิทธิ์ในอนาคต

4. ตรวจสอบเงื่อนไขของแพลตฟอร์ม AI ที่ใช้งาน

แพลตฟอร์ม AI แต่ละเจ้ามีข้อกำหนดเรื่องความเป็นเจ้าของผลงานไม่เหมือนกัน บางแพลตฟอร์มระบุใน Terms of Service ว่าผู้ใช้ยังคงถือความเป็นเจ้าของในผลลัพธ์ที่สร้างขึ้น และอนุญาตให้ใช้เชิงพาณิชย์ได้

แต่ความรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่นำไปเผยแพร่มักตกอยู่ที่ผู้ใช้งานเองทั้งหมด จึงควรอ่านเงื่อนไขให้ละเอียดก่อนนำผลงานไปใช้จริง โดยเฉพาะในเชิงพาณิชย์

5. เรียนรู้จากบรรทัดฐานต่างประเทศ

ในสหรัฐอเมริกา คดี Thaler v. Perlmutter ที่นักวิทยาศาสตร์ Stephen Thaler ยื่นขอจดทะเบียนลิขสิทธิ์ภาพที่สร้างโดยระบบ AI ของตนเองล้วน ๆ ถูกศาลปฏิเสธทั้งชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ เพราะกฎหมายลิขสิทธิ์สหรัฐกำหนดว่างานที่ได้รับความคุ้มครองต้องสร้างสรรค์โดยมนุษย์เท่านั้น

ในทางกลับกัน สหราชอาณาจักรมีแนวทางต่างออกไป โดยมาตรา 9(3) ของกฎหมาย Copyright, Designs and Patents Act 1988 วางหลักว่า สำหรับงานที่สร้างด้วยคอมพิวเตอร์ ให้ถือว่าผู้สร้างสรรค์คือผู้ดำเนินการจัดเตรียมที่จำเป็นสำหรับการสร้างสรรค์ผลงานนั้น ซึ่งเปิดช่องให้ผู้ที่ออกแบบกระบวนการหรือควบคุมการสร้างงานผ่าน AI มีสิทธิ์ในผลงานได้มากกว่าประเทศอื่น

แนวทางเหล่านี้สะท้อนว่ากฎหมายลิขสิทธิ์ทั่วโลกกำลังอยู่ระหว่างการปรับตัว และประเทศไทยเองก็มีแนวโน้มต้องทบทวนบทนิยามในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์เพื่อรองรับเทคโนโลยี AI ในอนาคตเช่นกัน

ใช้ AI ได้ แต่อย่าลืมตรวจสอบสิทธิในผลงานก่อนนำไปใช้

ในยุคที่ AI กลายเป็นเครื่องมือสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่ทุกธุรกิจใช้งาน การเข้าใจสิทธิและความเสี่ยงทางกฎหมายไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

หากคุณกำลังจะนำผลงานที่สร้างร่วมกับ AI ไปใช้เชิงพาณิชย์ จดทะเบียนแบรนด์ หรือปกป้องผลงานของธุรกิจ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญาตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดความเสี่ยงและวางกลยุทธ์การใช้ AI ได้อย่างมั่นใจ

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญากับ PatentThai เพื่อวางแนวทางการใช้ AI ในงานสร้างสรรค์และธุรกิจของคุณอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

LINE: @patentthai

Facebook: PATENTTHAI

Tel: 085-498-2997

บทความนี้มีประโยชน์ต่อธุรกิจของคุณหรือไม่? ปรึกษาเรื่องนี้กับทนายความฟรี