ย้อนกลับไปหน้าบทความทั้งหมด
ลิขสิทธิ์ 15 Jul 2026

สัญญาจ้างทำของ ลิขสิทธิ์ตกเป็นของใคร?

ทนายความทรัพย์สินทางปัญญา
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย IP
สัญญาจ้างทำของ ลิขสิทธิ์ตกเป็นของใคร?

สัญญาจ้างทำของ ลิขสิทธิ์ตกเป็นของใคร?

จ้างเขาทำโลโก้ จ้างเขาทำเว็บ แล้ว “ลิขสิทธิ์” เป็นของใครกันแน่?

ลองนึกภาพว่าคุณจ้างฟรีแลนซ์ออกแบบโลโก้ให้ธุรกิจ จ้างทีมทำเว็บไซต์ หรือจ้างช่างภาพมาถ่ายสินค้า พองานเสร็จ จ่ายเงินครบ คุณอาจคิดว่า “งานนี้เป็นของฉันแล้วแน่นอน”

แต่ในทางกฎหมาย เรื่องนี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเสมอไป เพราะ “ลิขสิทธิ์” ในผลงานที่เกิดจากการว่าจ้าง อาจไม่ได้ตกเป็นของผู้ว่าจ้างโดยอัตโนมัติเสมอไป

และหากไม่ได้ทำสัญญาให้ชัดเจนตั้งแต่แรก ปัญหาข้อพิพาทเรื่องลิขสิทธิ์ก็อาจตามมาในภายหลังได้ 

บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจหลักกฎหมายลิขสิทธิ์ไทยที่เกี่ยวข้องกับ “สัญญาจ้างทำของ” แบบเจาะลึก พร้อมมาตรากฎหมายที่ต้องรู้ เพื่อให้ทั้งผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างปกป้องสิทธิ์ของตัวเองได้อย่างถูกต้อง

จ่ายเงินจ้างแล้ว แต่ใครคือเจ้าของลิขสิทธิ์

ในชีวิตการทำธุรกิจ เรามักว่าจ้างบุคคลภายนอกให้สร้างสรรค์ผลงานหลากหลายรูปแบบ เช่น

     โลโก้และตราสัญลักษณ์แบรนด์

     เว็บไซต์และงานออกแบบ UI/UX

     โปรแกรมคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์

     ภาพถ่ายสินค้าหรือภาพถ่ายโฆษณา

     บทความและคอนเทนต์ต่าง ๆ

     วิดีโอโปรโมทและวิดีโอโฆษณา

     งานกราฟิกและสื่อสิ่งพิมพ์

     งานออกแบบผลิตภัณฑ์

จุดที่หลายคนเข้าใจผิด คือ คิดว่า “จ่ายเงินจ้างแล้ว ลิขสิทธิ์ต้องเป็นของผู้จ้างโดยอัตโนมัติ”

ซึ่งในความเป็นจริง กฎหมายลิขสิทธิ์ไทยมีหลักเกณฑ์เฉพาะที่กำหนดไว้ชัดเจน และผลลัพธ์ก็แตกต่างกันไปตามลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้สร้างสรรค์ผลงาน

หากไม่มีการทำสัญญาระบุเรื่องลิขสิทธิ์ไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น อาจนำไปสู่ข้อพิพาทที่สร้างความเสียหายทั้งด้านธุรกิจและความสัมพันธ์ระหว่างคู่สัญญาในภายหลังได้

หลักเกณฑ์การเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานว่าจ้าง

1. หลักทั่วไป ผู้สร้างสรรค์คือเจ้าของลิขสิทธิ์ (มาตรา 8)

พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 8 วางหลักไว้ว่า ผู้สร้างสรรค์ผลงานเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานที่ตนสร้างสรรค์ขึ้น กล่าวคือ โดยพื้นฐานแล้วลิขสิทธิ์เกิดขึ้นทันทีกับตัวผู้สร้างสรรค์ ไม่ใช่ผู้ที่จ่ายเงินว่าจ้าง เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามมาตราอื่นดังที่จะกล่าวต่อไป

2. กรณีจ้างทำของ (ฟรีแลนซ์ / ผู้รับจ้างอิสระ) — มาตรา 10

นี่คือมาตราที่สำคัญที่สุดสำหรับ “สัญญาจ้างทำของ” มาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 กำหนดว่า งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้างบุคคลอื่น ให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานนั้น เว้นแต่ผู้สร้างสรรค์และผู้ว่าจ้างจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น

พูดง่าย ๆ คือ หากคุณจ้างฟรีแลนซ์หรือบริษัทภายนอกมาสร้างสรรค์ผลงาน เช่น ออกแบบโลโก้ ทำเว็บไซต์ เขียนโปรแกรม ถ่ายภาพ เขียนบทความ ทำวิดีโอ หรืองานกราฟิกต่าง ๆ โดยหลักแล้วลิขสิทธิ์ในผลงานนั้นจะตกเป็นของผู้ว่าจ้าง

แต่ทั้งนี้กฎหมายเปิดช่องให้คู่สัญญาตกลงกันเป็นอย่างอื่นได้ เช่น ตกลงให้ลิขสิทธิ์เป็นของผู้รับจ้าง หรือให้ทั้งสองฝ่ายถือลิขสิทธิ์ร่วมกัน

ซึ่งหากไม่มีข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจน อาจเกิดข้อโต้แย้งภายหลังได้ว่าแท้จริงแล้วมีการตกลงเปลี่ยนแปลงจากหลักเกณฑ์ตามกฎหมายหรือไม่

3. กรณีนายจ้าง–ลูกจ้าง (พนักงานประจำ) — มาตรา 9

หากผู้สร้างสรรค์ผลงานเป็น “พนักงานหรือลูกจ้าง” ที่สร้างงานขึ้นในหน้าที่การงานตามปกติ

กฎหมายจะใช้หลักเกณฑ์ที่ต่างออกไป มาตรา 9 กำหนดว่า งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นในฐานะพนักงานหรือลูกจ้าง ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ให้ลิขสิทธิ์ในงานนั้นเป็นของผู้สร้างสรรค์ (คือตัวลูกจ้างเอง)

แต่นายจ้างมีสิทธินำงานนั้นออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ตามวัตถุประสงค์แห่งการจ้างงานนั้น

ข้อนี้แตกต่างจากกรณีจ้างทำของอย่างชัดเจน เพราะในความสัมพันธ์แบบนายจ้าง–ลูกจ้าง ลิขสิทธิ์จะยังเป็นของลูกจ้างผู้สร้างสรรค์ เว้นแต่มีการทำข้อตกลงเป็นหนังสือให้ลิขสิทธิ์ตกเป็นของนายจ้าง

ดังนั้น หากบริษัทต้องการเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานที่พนักงานสร้างขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการทำสัญญาจ้างงานหรือข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรระบุเรื่องนี้ไว้ให้ชัดเจน

4. ธรรมสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์ ยังคงอยู่แม้โอนลิขสิทธิ์แล้ว — มาตรา 18

แม้ลิขสิทธิ์ในผลงานจะตกเป็นของผู้ว่าจ้างตามมาตรา 10 หรือมีการโอนสิทธิ์กันไปแล้วก็ตาม มาตรา 18 ยังคุ้มครอง “ธรรมสิทธิ์” (Moral Rights) ของผู้สร้างสรรค์ไว้เสมอ

กล่าวคือ ผู้สร้างสรรค์มีสิทธิที่จะแสดงตนว่าเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานนั้น และมีสิทธิห้ามมิให้ผู้อื่นบิดเบือน ตัดทอน หรือดัดแปลงผลงานจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของตน เว้นแต่จะตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร

5. สัญญาจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587

นอกจากกฎหมายลิขสิทธิ์แล้ว ลักษณะของ “สัญญาจ้างทำของ” เองยังถูกกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 ว่าเป็นสัญญาที่มุ่งเน้นผลสำเร็จของงานเป็นสำคัญ โดยผู้รับจ้างตกลงจะทำงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น

ซึ่งเป็นพื้นฐานทางกฎหมายที่ทำให้เกิดความสัมพันธ์แบบ “ผู้ว่าจ้าง–ผู้รับจ้าง” อันนำไปสู่การใช้มาตรา 10 แห่งกฎหมายลิขสิทธิ์ในการพิจารณาความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์นั่นเอง

ทางออกที่ดีที่สุด: ทำสัญญาให้ชัดเจนตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน

จากหลักกฎหมายข้างต้นจะเห็นได้ว่า แม้กฎหมายจะมีหลักเกณฑ์กำหนดไว้ แต่ก็เปิดช่องให้คู่สัญญาตกลงเปลี่ยนแปลงกันเองได้เสมอ

ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันข้อพิพาทเรื่องลิขสิทธิ์ในอนาคต คือ การทำสัญญาจ้างทำของที่ระบุเรื่องความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน โดยควรระบุอย่างน้อยดังนี้

     ลิขสิทธิ์ในผลงานที่เกิดขึ้นจะตกเป็นของฝ่ายใด หรือเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันหรือไม่

     ขอบเขตการใช้งานผลงานของแต่ละฝ่าย เช่น ใช้เพื่อการค้า ใช้ในนามบริษัท หรือใช้ได้ทุกช่องทาง

     สิทธิในการแก้ไข ดัดแปลง หรือนำผลงานไปต่อยอดในอนาคต

     การอ้างชื่อผู้สร้างสรรค์ผลงาน (ธรรมสิทธิ์) จะถูกจัดการอย่างไร

     เงื่อนไขการชำระเงินที่เชื่อมโยงกับการโอนสิทธิ์

“การกำหนดเรื่องลิขสิทธิ์ไว้ในสัญญาช่วยสร้างความชัดเจนให้ทั้งผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้าง และลดความเสี่ยงในการเกิดข้อพิพาทภายหลัง”

การทำสัญญาให้ชัดเจนก่อนเริ่มงาน ไม่เพียงช่วยป้องกันปัญหาลิขสิทธิ์ แต่ยังช่วยสร้างความไว้วางใจระหว่างคู่สัญญา และทำให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตนเองอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นการป้องกันปัญหาที่ดีกว่าการแก้ไขข้อพิพาทภายหลังที่มักใช้เวลาและค่าใช้จ่ายสูงกว่ามาก

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านลิขสิทธิ์และสัญญากับ PATENTTHAI

หากคุณกำลังจะทำสัญญาจ้างทำของ ไม่ว่าจะเป็นฝั่งผู้ว่าจ้างหรือผู้รับจ้าง และต้องการมั่นใจว่าสิทธิ์ในผลงานของคุณได้รับการคุ้มครองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญาและกฎหมายสัญญาของ PATENTTHAI พร้อมให้คำปรึกษาและช่วยร่างสัญญาที่รัดกุม ป้องกันข้อพิพาทตั้งแต่เริ่มต้น

LINE: @patentthai

Facebook: PATENTTHAI

โทร: 085-498-2997

 

บทความนี้มีประโยชน์ต่อธุรกิจของคุณหรือไม่? ปรึกษาเรื่องนี้กับทนายความฟรี