สัญญาจ้างทำของ ลิขสิทธิ์ตกเป็นของใคร?
จ้างเขาทำโลโก้ จ้างเขาทำเว็บ แล้ว “ลิขสิทธิ์” เป็นของใครกันแน่?
ลองนึกภาพว่าคุณจ้างฟรีแลนซ์ออกแบบโลโก้ให้ธุรกิจ จ้างทีมทำเว็บไซต์ หรือจ้างช่างภาพมาถ่ายสินค้า พองานเสร็จ จ่ายเงินครบ คุณอาจคิดว่า “งานนี้เป็นของฉันแล้วแน่นอน”
แต่ในทางกฎหมาย เรื่องนี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเสมอไป เพราะ “ลิขสิทธิ์” ในผลงานที่เกิดจากการว่าจ้าง อาจไม่ได้ตกเป็นของผู้ว่าจ้างโดยอัตโนมัติเสมอไป
และหากไม่ได้ทำสัญญาให้ชัดเจนตั้งแต่แรก ปัญหาข้อพิพาทเรื่องลิขสิทธิ์ก็อาจตามมาในภายหลังได้
บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจหลักกฎหมายลิขสิทธิ์ไทยที่เกี่ยวข้องกับ “สัญญาจ้างทำของ” แบบเจาะลึก พร้อมมาตรากฎหมายที่ต้องรู้ เพื่อให้ทั้งผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างปกป้องสิทธิ์ของตัวเองได้อย่างถูกต้อง
จ่ายเงินจ้างแล้ว แต่ใครคือเจ้าของลิขสิทธิ์
ในชีวิตการทำธุรกิจ เรามักว่าจ้างบุคคลภายนอกให้สร้างสรรค์ผลงานหลากหลายรูปแบบ เช่น
• โลโก้และตราสัญลักษณ์แบรนด์
• เว็บไซต์และงานออกแบบ UI/UX
• โปรแกรมคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์
• ภาพถ่ายสินค้าหรือภาพถ่ายโฆษณา
• บทความและคอนเทนต์ต่าง ๆ
• วิดีโอโปรโมทและวิดีโอโฆษณา
• งานกราฟิกและสื่อสิ่งพิมพ์
• งานออกแบบผลิตภัณฑ์
จุดที่หลายคนเข้าใจผิด คือ คิดว่า “จ่ายเงินจ้างแล้ว ลิขสิทธิ์ต้องเป็นของผู้จ้างโดยอัตโนมัติ”
ซึ่งในความเป็นจริง กฎหมายลิขสิทธิ์ไทยมีหลักเกณฑ์เฉพาะที่กำหนดไว้ชัดเจน และผลลัพธ์ก็แตกต่างกันไปตามลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้สร้างสรรค์ผลงาน
หากไม่มีการทำสัญญาระบุเรื่องลิขสิทธิ์ไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น อาจนำไปสู่ข้อพิพาทที่สร้างความเสียหายทั้งด้านธุรกิจและความสัมพันธ์ระหว่างคู่สัญญาในภายหลังได้
หลักเกณฑ์การเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานว่าจ้าง
1. หลักทั่วไป ผู้สร้างสรรค์คือเจ้าของลิขสิทธิ์ (มาตรา 8)
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 8 วางหลักไว้ว่า ผู้สร้างสรรค์ผลงานเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานที่ตนสร้างสรรค์ขึ้น กล่าวคือ โดยพื้นฐานแล้วลิขสิทธิ์เกิดขึ้นทันทีกับตัวผู้สร้างสรรค์ ไม่ใช่ผู้ที่จ่ายเงินว่าจ้าง เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามมาตราอื่นดังที่จะกล่าวต่อไป
2. กรณีจ้างทำของ (ฟรีแลนซ์ / ผู้รับจ้างอิสระ) — มาตรา 10
นี่คือมาตราที่สำคัญที่สุดสำหรับ “สัญญาจ้างทำของ” มาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 กำหนดว่า งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้างบุคคลอื่น ให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานนั้น เว้นแต่ผู้สร้างสรรค์และผู้ว่าจ้างจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น
พูดง่าย ๆ คือ หากคุณจ้างฟรีแลนซ์หรือบริษัทภายนอกมาสร้างสรรค์ผลงาน เช่น ออกแบบโลโก้ ทำเว็บไซต์ เขียนโปรแกรม ถ่ายภาพ เขียนบทความ ทำวิดีโอ หรืองานกราฟิกต่าง ๆ โดยหลักแล้วลิขสิทธิ์ในผลงานนั้นจะตกเป็นของผู้ว่าจ้าง
แต่ทั้งนี้กฎหมายเปิดช่องให้คู่สัญญาตกลงกันเป็นอย่างอื่นได้ เช่น ตกลงให้ลิขสิทธิ์เป็นของผู้รับจ้าง หรือให้ทั้งสองฝ่ายถือลิขสิทธิ์ร่วมกัน
ซึ่งหากไม่มีข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจน อาจเกิดข้อโต้แย้งภายหลังได้ว่าแท้จริงแล้วมีการตกลงเปลี่ยนแปลงจากหลักเกณฑ์ตามกฎหมายหรือไม่
3. กรณีนายจ้าง–ลูกจ้าง (พนักงานประจำ) — มาตรา 9
หากผู้สร้างสรรค์ผลงานเป็น “พนักงานหรือลูกจ้าง” ที่สร้างงานขึ้นในหน้าที่การงานตามปกติ
กฎหมายจะใช้หลักเกณฑ์ที่ต่างออกไป มาตรา 9 กำหนดว่า งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นในฐานะพนักงานหรือลูกจ้าง ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ให้ลิขสิทธิ์ในงานนั้นเป็นของผู้สร้างสรรค์ (คือตัวลูกจ้างเอง)
แต่นายจ้างมีสิทธินำงานนั้นออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ตามวัตถุประสงค์แห่งการจ้างงานนั้น
ข้อนี้แตกต่างจากกรณีจ้างทำของอย่างชัดเจน เพราะในความสัมพันธ์แบบนายจ้าง–ลูกจ้าง ลิขสิทธิ์จะยังเป็นของลูกจ้างผู้สร้างสรรค์ เว้นแต่มีการทำข้อตกลงเป็นหนังสือให้ลิขสิทธิ์ตกเป็นของนายจ้าง
ดังนั้น หากบริษัทต้องการเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานที่พนักงานสร้างขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการทำสัญญาจ้างงานหรือข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรระบุเรื่องนี้ไว้ให้ชัดเจน
4. ธรรมสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์ ยังคงอยู่แม้โอนลิขสิทธิ์แล้ว — มาตรา 18
แม้ลิขสิทธิ์ในผลงานจะตกเป็นของผู้ว่าจ้างตามมาตรา 10 หรือมีการโอนสิทธิ์กันไปแล้วก็ตาม มาตรา 18 ยังคุ้มครอง “ธรรมสิทธิ์” (Moral Rights) ของผู้สร้างสรรค์ไว้เสมอ
กล่าวคือ ผู้สร้างสรรค์มีสิทธิที่จะแสดงตนว่าเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานนั้น และมีสิทธิห้ามมิให้ผู้อื่นบิดเบือน ตัดทอน หรือดัดแปลงผลงานจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของตน เว้นแต่จะตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร
5. สัญญาจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587
นอกจากกฎหมายลิขสิทธิ์แล้ว ลักษณะของ “สัญญาจ้างทำของ” เองยังถูกกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 ว่าเป็นสัญญาที่มุ่งเน้นผลสำเร็จของงานเป็นสำคัญ โดยผู้รับจ้างตกลงจะทำงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น
ซึ่งเป็นพื้นฐานทางกฎหมายที่ทำให้เกิดความสัมพันธ์แบบ “ผู้ว่าจ้าง–ผู้รับจ้าง” อันนำไปสู่การใช้มาตรา 10 แห่งกฎหมายลิขสิทธิ์ในการพิจารณาความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์นั่นเอง
ทางออกที่ดีที่สุด: ทำสัญญาให้ชัดเจนตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน
จากหลักกฎหมายข้างต้นจะเห็นได้ว่า แม้กฎหมายจะมีหลักเกณฑ์กำหนดไว้ แต่ก็เปิดช่องให้คู่สัญญาตกลงเปลี่ยนแปลงกันเองได้เสมอ
ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันข้อพิพาทเรื่องลิขสิทธิ์ในอนาคต คือ การทำสัญญาจ้างทำของที่ระบุเรื่องความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน โดยควรระบุอย่างน้อยดังนี้
• ลิขสิทธิ์ในผลงานที่เกิดขึ้นจะตกเป็นของฝ่ายใด หรือเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันหรือไม่
• ขอบเขตการใช้งานผลงานของแต่ละฝ่าย เช่น ใช้เพื่อการค้า ใช้ในนามบริษัท หรือใช้ได้ทุกช่องทาง
• สิทธิในการแก้ไข ดัดแปลง หรือนำผลงานไปต่อยอดในอนาคต
• การอ้างชื่อผู้สร้างสรรค์ผลงาน (ธรรมสิทธิ์) จะถูกจัดการอย่างไร
• เงื่อนไขการชำระเงินที่เชื่อมโยงกับการโอนสิทธิ์
“การกำหนดเรื่องลิขสิทธิ์ไว้ในสัญญาช่วยสร้างความชัดเจนให้ทั้งผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้าง และลดความเสี่ยงในการเกิดข้อพิพาทภายหลัง”
การทำสัญญาให้ชัดเจนก่อนเริ่มงาน ไม่เพียงช่วยป้องกันปัญหาลิขสิทธิ์ แต่ยังช่วยสร้างความไว้วางใจระหว่างคู่สัญญา และทำให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตนเองอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นการป้องกันปัญหาที่ดีกว่าการแก้ไขข้อพิพาทภายหลังที่มักใช้เวลาและค่าใช้จ่ายสูงกว่ามาก
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านลิขสิทธิ์และสัญญากับ PATENTTHAI
หากคุณกำลังจะทำสัญญาจ้างทำของ ไม่ว่าจะเป็นฝั่งผู้ว่าจ้างหรือผู้รับจ้าง และต้องการมั่นใจว่าสิทธิ์ในผลงานของคุณได้รับการคุ้มครองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญาและกฎหมายสัญญาของ PATENTTHAI พร้อมให้คำปรึกษาและช่วยร่างสัญญาที่รัดกุม ป้องกันข้อพิพาทตั้งแต่เริ่มต้น
LINE: @patentthai
Facebook: PATENTTHAI
โทร: 085-498-2997