เสียงสั้น ๆ ของแบรนด์ ต้องเตรียมอะไรเพื่อยื่นจดเครื่องหมายการค้า?
ลองนึกถึงเสียงเปิดแอปที่คุณได้ยินทุกวัน หรือเสียงจิงเกิ้ลโฆษณาที่ได้ยินปุ๊บก็รู้ทันทีว่าเป็นแบรนด์อะไร เสียงเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่ "เสียงประกอบ" แต่เป็นทรัพย์สินของแบรนด์ที่จดทะเบียนคุ้มครองได้ เรียกว่า "เครื่องหมายเสียง" หรือ Sound Mark
บทความนี้จะสรุปให้ฟังแบบง่ายๆ ว่าถ้าแบรนด์ของคุณมีเสียงเฉพาะตัว ต้องเตรียมอะไรบ้างก่อนยื่นจด
เครื่องหมายเสียงคืออะไร?
คำตอบสั้นๆ: เครื่องหมายเสียง คือ เสียงที่ทำให้คนจดจำและแยกแยะสินค้าหรือบริการของแบรนด์เราออกจากแบรนด์อื่นได้ เช่น เสียงจิงเกิ้ลสั้นๆ เสียงเปิดแอป เสียงพูดวลีประจำแบรนด์ หรือแม้แต่เสียงหัวเราะเฉพาะตัว
ในประเทศไทย กฎหมายเครื่องหมายการค้าเปิดให้จดเสียงได้แล้ว และกรมทรัพย์สินทางปัญญาเริ่มรับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายเสียงตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2560
ทำไมแบรนด์ยุคนี้ควรจดเครื่องหมายเสียง?
เหตุผลหลักคือ "เสียง" กลายเป็นเครื่องมือสร้างการจดจำที่ทรงพลังมาก ทั้งบน TikTok, YouTube, พอดแคสต์ และแอปมือถือ
อีกเหตุผลที่สำคัญมากในตอนนี้คือเรื่อง AI กรมทรัพย์สินทางปัญญากำลังส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยจดเครื่องหมายเสียง เพื่อสร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์ และเป็นเกราะป้องกันภัยจาก AI Deepfake เพราะทุกวันนี้ AI เลียนแบบเสียงได้เหมือนมาก ถ้าเสียงของแบรนด์ถูกจดไว้แล้ว เจ้าของจะมีสิทธิ์ทางกฎหมายชัดเจนเมื่อมีคนนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
เสียงแบบไหนจดเป็นเครื่องหมายการค้าได้?
เสียงที่จะจดได้ ต้องมี "ลักษณะบ่งเฉพาะ" คือฟังแล้วต้องนึกถึงแบรนด์ ไม่ใช่เสียงทั่วไปที่ใครก็ใช้
นอกจากนี้ เสียงที่จะจดต้องไม่บรรยายหรือเกิดขึ้นโดยตรงจากตัวสินค้าหรือบริการนั้น และต้องยาวไม่เกิน 30 วินาที ตัวอย่างเช่น เสียงเปิดฝาขวดน้ำอัดลมสำหรับสินค้าน้ำอัดลม อาจจดไม่ได้ เพราะเป็นเสียงที่เกิดจากตัวสินค้าเอง
เสียงที่มีโอกาสจดได้ เช่น
-จิงเกิ้ลหรือทำนองสั้นๆ ที่แต่งขึ้นใหม่ให้แบรนด์
-เสียงพูดวลีประจำแบรนด์
-เสียงเปิดแอปหรือเสียงแจ้งเตือนที่ออกแบบเฉพาะ
-เสียงสัตว์หรือเสียงพิเศษที่แบรนด์ใช้เป็นสัญลักษณ์
-ต้องเตรียมอะไรบ้างเพื่อยื่นจดเครื่องหมายเสียง?
สิ่งที่ต้องเตรียมแบ่งได้ง่ายๆ เป็น 2 ส่วน คือ ข้อมูลทั่วไปแบบเดียวกับการจดโลโก้ และข้อมูลเฉพาะของเสียง
1. ข้อมูลพื้นฐานของผู้ยื่นคำขอ
ข้อมูลส่วนนี้เหมือนกับการจดเครื่องหมายการค้าทั่วไป คือ ชื่อและที่อยู่ของผู้ขอ หนังสือมอบอำนาจ (กรณีให้ตัวแทนยื่นแทน) และการระบุสินค้าหรือบริการที่ต้องการขอจดทะเบียน
เคล็ดลับ: เลือกจำพวกสินค้าและบริการให้ครอบคลุมธุรกิจจริง เพราะความคุ้มครองจะจำกัดเฉพาะรายการที่ระบุไว้
2. คำบรรยายเสียงแบบละเอียด
ต้องเขียนอธิบายว่าเสียงของเราเป็นอย่างไร โดยระบุให้ชัดว่าเป็นเสียงมนุษย์ เสียงสัตว์ เสียงดนตรีหรือทำนอง หรือเสียงประเภทอื่น เช่น "เสียงผู้หญิงพูดคำว่า... ตามด้วยเสียงกริ่ง 2 ครั้ง" ยิ่งเขียนละเอียด ยิ่งช่วยให้เจ้าหน้าที่พิจารณาง่ายขึ้น
3. ไฟล์เสียงจริง
ต้องแนบไฟล์บันทึกเสียงของเครื่องหมายในรูปแบบไฟล์ดิจิทัล ควรเป็นไฟล์ที่เสียงชัด ไม่มีเสียงรบกวน และตรงกับเสียงที่ใช้จริง ถ้าเสียงเป็นทำนองดนตรี การเตรียมโน้ตเพลงไว้ประกอบจะช่วยให้คำขอชัดเจนขึ้น
4. หลักฐานการใช้งาน (ถ้ามี)
ถ้าแบรนด์ใช้เสียงนี้มานานแล้ว ควรแนบหลักฐานการใช้งาน เช่น ไฟล์ MP3 ไฟล์วิดีโอ หรือหนังสือสำคัญการจดทะเบียนจากประเทศอื่น เพื่อเพิ่มโอกาสได้รับการจดทะเบียนและใช้ป้องกันการคัดค้าน เช่น คลิปโฆษณาที่ออกอากาศ หรือภาพหน้าจอแอปที่ใช้เสียงนี้
5. หลักฐานสิทธิ์ในเพลง (กรณีใช้เพลงที่มีลิขสิทธิ์)
ข้อนี้คนมักลืม ถ้าเสียงของแบรนด์มาจากเพลงที่มีเจ้าของลิขสิทธิ์ ควรขออนุญาตใช้งานหรือรับโอนสิทธิ์จากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน และระบุในคำขอว่าผู้แต่งเป็นใคร ได้สิทธิ์มาอย่างไร ถ้าจ้างคนแต่งจิงเกิ้ลให้ ควรมีสัญญาที่ระบุชัดว่าลิขสิทธิ์เป็นของแบรนด์
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเวลายื่นจดเครื่องหมายเสียง
-ใช้เสียงที่ทั่วไปเกินไป เช่น เสียงกริ่งธรรมดา ทำให้ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ
-เสียงยาวเกินกำหนด
-คำบรรยายเสียงไม่ตรงกับไฟล์เสียงที่แนบ
-ใช้เพลงคนอื่นโดยไม่มีหลักฐานการได้สิทธิ์
-ไม่ตรวจค้นก่อนว่ามีคนจดเสียงคล้ายกันไว้แล้วหรือยัง
สรุป
ถ้าแบรนด์ของคุณมีเสียงที่ลูกค้าจำได้ ไม่ว่าจะเป็นจิงเกิ้ล เสียงเปิดแอป หรือวลีประจำแบรนด์ ควรจดเป็นเครื่องหมายเสียงตั้งแต่วันนี้ สิ่งที่ต้องเตรียมหลักๆ คือ ข้อมูลผู้ขอและจำพวกสินค้า คำบรรยายเสียงแบบละเอียด ไฟล์เสียงดิจิทัล หลักฐานการใช้งาน และหลักฐานสิทธิ์ในเพลง (ถ้ามี)
ปรึกษาการจดเครื่องหมายเสียงกับ PATENTTHAI โทร 085-498-2997 หรือ LINE: @patentthai