ย้อนกลับไปหน้าบทความทั้งหมด
ลิขสิทธิ์ 18 Oct 2026

ย้ายเว็บไซต์ไปผู้พัฒนาใหม่ นำธีมเดิมและโค้ดเดิมไปต่อได้ไหม?

ทีมที่ปรึกษา PatentThai
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย IP
ย้ายเว็บไซต์ไปผู้พัฒนาใหม่ นำธีมเดิมและโค้ดเดิมไปต่อได้ไหม?

ย้ายเว็บไซต์ไปผู้พัฒนาใหม่ นำธีมเดิมและโค้ดเดิมไปต่อได้ไหม? เช็กให้ชัดก่อนเปลี่ยนเจ้า

หลายธุรกิจเจอปัญหาเดียวกัน คือคนทำเว็บเดิมติดต่อยาก แก้งานช้า หรือคิดค่าดูแลแพงขึ้นเรื่อย ๆ จนอยากเปลี่ยนไปใช้ผู้พัฒนาใหม่ แต่พอจะย้ายจริงกลับมีคำถามว่า "ธีมกับโค้ดที่ใช้อยู่ เราเอาไปให้คนใหม่ทำต่อได้ไหม หรือต้องเริ่มทำใหม่หมด?"

คำตอบสั้น ๆ: ได้ไหม?

ส่วนใหญ่ทำได้ แต่ขึ้นอยู่กับ 3 เรื่อง คือ สัญญาจ้างเขียนไว้ว่าอย่างไร, ธีมที่ใช้เป็นธีมซื้อมาหรือเขียนขึ้นเอง, และในเว็บมีโค้ดหรือเครื่องมือของผู้พัฒนาเดิมที่เขาสงวนสิทธิ์ไว้หรือไม่

ถ้าไม่เช็กให้ดีก่อน อาจเสี่ยงถูกกล่าวหาว่าละเมิดลิขสิทธิ์ได้ แม้จะเป็นเว็บของเราเองก็ตาม

ใครเป็นเจ้าของโค้ดเว็บไซต์ที่จ้างคนอื่นทำ?

ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 โปรแกรมคอมพิวเตอร์และโค้ดถือเป็นงานที่มีลิขสิทธิ์ โดยหลักแล้วแบ่งได้ 2 กรณี

กรณีจ้างฟรีแลนซ์หรือบริษัทรับทำเว็บ (จ้างทำของ) กฎหมายกำหนดให้ผู้ว่าจ้าง หรือก็คือเจ้าของธุรกิจ เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น เว้นแต่ ในสัญญาจะตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น เช่น เขียนว่าลิขสิทธิ์ยังเป็นของผู้พัฒนา ลูกค้าได้แค่สิทธิ์ใช้งาน

กรณีให้พนักงานในบริษัทเขียน (จ้างแรงงาน) ลิขสิทธิ์จะเป็นของพนักงานผู้สร้างสรรค์ แต่บริษัทมีสิทธิ์นำงานไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของการจ้าง เว้นแต่จะตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น

สรุปง่าย ๆ คือ "สัญญา" สำคัญที่สุด ถ้าสัญญาเขียนให้ลิขสิทธิ์เป็นของเรา การนำโค้ดไปให้ผู้พัฒนาใหม่ทำต่อก็ทำได้เต็มที่ แต่ถ้าสัญญาสงวนสิทธิ์ไว้ให้ผู้พัฒนาเดิม เราอาจใช้ได้แค่ตามขอบเขตที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

ธีมสำเร็จรูปที่ซื้อมา ย้ายไปใช้ต่อได้ไหม?

เว็บจำนวนมากไม่ได้เขียนขึ้นใหม่ทั้งหมด แต่ใช้ธีมสำเร็จรูป เช่น ธีม WordPress ที่ซื้อจากเว็บขายธีม ในกรณีนี้ ไม่มีใครเป็นเจ้าของธีมนั้นเลย ทั้งเราและคนทำเว็บ สิ่งที่ซื้อมาคือ "ใบอนุญาตใช้งาน" (License) เท่านั้น

สิ่งที่ต้องเช็ก คือ ใบอนุญาตออกในชื่อใคร ถ้าผู้พัฒนาเดิมซื้อในบัญชีของเขาเอง ตอนย้ายอาจไม่ได้รับการอัปเดตหรือการซัพพอร์ตต่อ และบางใบอนุญาตจำกัดว่าใช้ได้กับเว็บเดียวเท่านั้น ทางที่ดีควรขอให้โอนใบอนุญาตมาเป็นชื่อธุรกิจ หรือซื้อใบอนุญาตใหม่ในชื่อตัวเอง

ส่วนธีมหรือปลั๊กอินแบบโอเพนซอร์ส (Open Source) ส่วนใหญ่นำไปใช้และแก้ไขต่อได้ แต่ต้องทำตามเงื่อนไขของใบอนุญาตแต่ละตัว

โค้ดส่วนไหนที่อาจไม่ใช่ของเรา?

แม้สัญญาจะให้ลิขสิทธิ์เป็นของผู้ว่าจ้าง ก็ยังมีบางส่วนที่ต้องระวัง

-เครื่องมือหรือเฟรมเวิร์กส่วนตัวของผู้พัฒนา ที่เขาใช้กับลูกค้าหลายราย มักสงวนสิทธิ์ไว้และให้เราแค่สิทธิ์ใช้งาน
-ปลั๊กอินแบบเสียเงิน ที่ผูกกับบัญชีของผู้พัฒนาเดิม
-รูปภาพ ฟอนต์ และไอคอน ที่ซื้อมาจากเว็บขายภาพ ใบอนุญาตอาจออกในชื่อคนทำเว็บ
-เนื้อหาและบทความ ที่ผู้พัฒนาเขียนให้ ถ้าไม่ได้ระบุในสัญญาก็อาจเกิดข้อถกเถียงได้
-ถ้าสัญญาไม่ได้เขียนเรื่องลิขสิทธิ์ไว้เลย ทำอย่างไรดี?

กรณีนี้พบบ่อยมาก โดยเฉพาะการจ้างแบบคุยกันปากเปล่าหรือผ่านแชต หลักทั่วไปของกฎหมายจะเอื้อให้ผู้ว่าจ้างเป็นเจ้าของงานที่จ้างทำ แต่ในทางปฏิบัติอาจพิสูจน์ยาก เพราะต้องใช้หลักฐานว่ามีการจ้างจริง ขอบเขตงานคืออะไร และจ่ายเงินครบแล้วหรือยัง

วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือ ทำหนังสือโอนลิขสิทธิ์หรือหนังสือยืนยันสิทธิ์เป็นลายลักษณ์อักษร ให้ผู้พัฒนาเดิมลงชื่อ เพราะกฎหมายกำหนดว่าการโอนลิขสิทธิ์ต้องทำเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อทั้งผู้โอนและผู้รับโอน

เช็กลิสต์ก่อนย้ายเว็บไปผู้พัฒนาใหม่

-อ่านสัญญาจ้างเดิม ดูว่าลิขสิทธิ์และสิทธิ์ใช้งานเป็นของใคร
-ตรวจว่าจ่ายค่าจ้างครบแล้ว เพราะหลายสัญญาโอนสิทธิ์ให้หลังชำระเงินครบเท่านั้น
-ขอซอร์สโค้ดทั้งหมด รวมถึงฐานข้อมูลและไฟล์ไฟล์ต้นฉบับ
-ขอรหัสผู้ดูแลระบบ ทั้งหลังบ้านเว็บ โฮสติ้ง และโดเมน ให้อยู่ในชื่อธุรกิจ
-ขอรายการธีม ปลั๊กอิน รูปภาพ และฟอนต์ที่ซื้อมา พร้อมใบอนุญาต
-ทำหนังสือโอนสิทธิ์หรือหนังสือยินยอมให้ใช้งานต่อ ถ้าสัญญาเดิมไม่ชัด
-ทำสัญญากับผู้พัฒนาใหม่ให้ชัดตั้งแต่แรก ว่าลิขสิทธิ์งานเป็นของเรา

สรุป

การย้ายเว็บไซต์ไปผู้พัฒนาใหม่และนำธีมเดิม โค้ดเดิมไปใช้ต่อ ทำได้ ถ้าสิทธิ์เป็นของเราจริง หัวใจสำคัญคือสัญญาจ้าง ใบอนุญาตธีมและปลั๊กอิน และเอกสารโอนสิทธิ์ที่ชัดเจน การเคลียร์เรื่องเหล่านี้ก่อนย้าย ช่วยลดความเสี่ยงการถูกฟ้องและทำให้การเปลี่ยนผู้พัฒนาราบรื่นขึ้นมาก

หากไม่แน่ใจว่าสัญญาเดิมให้สิทธิ์อะไรกับคุณบ้าง หรือต้องการร่างหนังสือโอนลิขสิทธิ์ สามารถปรึกษาทีมกฎหมายของ PatentThai ได้ที่ โทร 085-498-2997 หรือ LINE: @patentthai

บทความนี้มีประโยชน์ต่อธุรกิจของคุณหรือไม่? ปรึกษาเรื่องนี้กับทนายความฟรี