บริษัทแม่หรือบริษัทย่อย ใครควรเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า Sub-brand? เลือกผิด ธุรกิจอาจเสียแบรนด์ไปทั้งแบรนด์
คำตอบสั้น ๆ: ถ้าบริษัทมีหลายแบรนด์ในเครือ และวางแผนจะขยายกิจการระยะยาว โดยทั่วไป "บริษัทแม่" ควรเป็นเจ้าของทะเบียนเครื่องหมายการค้า แล้วทำสัญญาอนุญาตให้บริษัทย่อยใช้ แต่ถ้า sub-brand นั้นอาจถูกขายแยก หรือร่วมทุนกับพาร์ทเนอร์ การให้บริษัทย่อยถือเองก็อาจเหมาะกว่า ไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ ต้องดูแผนธุรกิจประกอบ
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกว่าที่คิด
หลายธุรกิจเริ่มต้นจากบริษัทเดียว พอโตขึ้นก็แตกบริษัทย่อยออกมาดูแลแต่ละแบรนด์ เช่น แบรนด์ร้านกาแฟ แบรนด์เบเกอรี่ แบรนด์สกินแคร์ เวลาไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ก็มักใช้ชื่อบริษัทไหนก็ได้ที่สะดวกตอนนั้น
ปัญหาคือ ในทางกฎหมาย บริษัทแม่กับบริษัทย่อยเป็น "นิติบุคคลคนละคนกัน" ถึงจะมีผู้ถือหุ้นชุดเดียวกันก็ตาม ใครมีชื่ออยู่ในทะเบียน คนนั้นคือเจ้าของแบรนด์ตามกฎหมาย ถ้าวันหนึ่งขายบริษัทย่อย แยกหุ้นส่วน หรือมีข้อพิพาทกันเอง แบรนด์ที่สร้างมาหลายปีอาจหลุดมือไปได้ง่าย ๆ
แบบที่ 1: ให้บริษัทแม่เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า
วิธีนี้เป็นแนวทางที่บริษัทใหญ่นิยมใช้ บริษัทแม่จะถือทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมดไว้ที่เดียว แล้วอนุญาตให้บริษัทย่อยใช้แบรนด์ผ่านสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า (License Agreement)
ข้อดีคือ
-แบรนด์ทั้งหมดอยู่ในมือเดียว บริหารและต่ออายุง่าย ไม่ตกหล่น
-ถ้าบริษัทย่อยมีปัญหาทางการเงินหรือถูกฟ้อง แบรนด์ไม่ได้อยู่ในทรัพย์สินของบริษัทย่อยโดยตรง จึงปลอดภัยกว่า
-บริษัทแม่เก็บค่าสิทธิ (Royalty) จากบริษัทย่อยได้ ช่วยวางโครงสร้างภาษีและรายได้ของกลุ่ม
-ถ้าจะปิดบริษัทย่อยหรือเปลี่ยนผู้บริหาร แบรนด์ยังอยู่ครบ ย้ายไปให้บริษัทอื่นในเครือใช้ต่อได้ทันที
ข้อควรระวังคือ ต้องทำสัญญาอนุญาตเป็นหนังสือและนำไปจดทะเบียนต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า มิฉะนั้นสัญญาอาจไม่มีผลทางกฎหมาย หลายบริษัทพลาดตรงนี้ เพราะคิดว่าเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน ใช้ได้เลยไม่ต้องทำเอกสาร
แบบที่ 2: ให้บริษัทย่อยเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าเอง
วิธีนี้เหมาะกับ sub-brand ที่มีแนวโน้มจะ "แยกตัว" ในอนาคต
ข้อดีคือ
-ถ้าจะขายบริษัทย่อย หรือหานักลงทุนเข้ามาร่วมถือหุ้น แบรนด์ติดไปกับบริษัทเลย ทำให้มูลค่าบริษัทสูงขึ้นและเจรจาง่าย
-เหมาะกับการร่วมทุน (Joint Venture) ที่พาร์ทเนอร์อยากเห็นว่าแบรนด์เป็นของบริษัทร่วมทุนจริง
-ไม่ต้องจัดการสัญญาอนุญาตภายในกลุ่ม
ข้อเสียคือ ถ้าบริษัทย่อยมีหนี้สินหรือถูกบังคับคดี แบรนด์ก็อาจถูกนำไปชำระหนี้ได้ และถ้าผู้ถือหุ้นในบริษัทย่อยขัดแย้งกัน บริษัทแม่อาจคุมแบรนด์ไม่ได้อย่างที่คิด
แล้วธุรกิจของเราควรเลือกแบบไหน? ลองถามตัวเอง 4 ข้อนี้
1.sub-brand นี้มีโอกาสถูกขายแยก หรือมีนักลงทุนภายนอกเข้ามาไหม ถ้าใช่ บริษัทย่อยถือเองอาจเหมาะกว่า
2.แบรนด์ย่อยใช้ชื่อหรือโลโก้ร่วมกับแบรนด์หลักไหม ถ้าใช่ ควรให้บริษัทแม่ถือ เพื่อไม่ให้แบรนด์หลักแตกเป็นหลายเจ้าของ
3.บริษัทย่อยมีความเสี่ยงทางธุรกิจสูงไหม เช่น ลงทุนหนัก มีหนี้เยอะ ถ้าใช่ ให้บริษัทแม่ถือปลอดภัยกว่า
4.มีแผนขยายไปต่างประเทศหรือขายแฟรนไชส์ไหม ถ้าใช่ การรวมสิทธิไว้ที่บริษัทแม่จะทำให้การจดทะเบียนต่างประเทศและการให้สิทธิแฟรนไชส์ง่ายกว่ามาก
จดผิดชื่อไปแล้ว แก้ได้ไหม?
แก้ได้ โดยการโอนสิทธิเครื่องหมายการค้าจากบริษัทหนึ่งไปอีกบริษัทหนึ่ง ซึ่งต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการโอนต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา แต่ยิ่งปล่อยไว้นาน ยิ่งยุ่งยาก โดยเฉพาะถ้าบริษัทมีข้อพิพาท มีหนี้ หรือมีผู้ถือหุ้นเปลี่ยนไปแล้ว ทางที่ดีคือวางโครงสร้างให้ถูกตั้งแต่ตอนยื่นจด
ความผิดพลาดที่พบบ่อย
-จดในชื่อกรรมการหรือเจ้าของส่วนตัว แทนที่จะเป็นชื่อบริษัท พอเจ้าของลาออกหรือเสียชีวิต แบรนด์ก็ติดปัญหาทันที
-แต่ละบริษัทในเครือจดแบรนด์คล้าย ๆ กันแยกกันเอง จนแบรนด์หลักกระจัดกระจาย
-ให้บริษัทในเครือใช้แบรนด์โดยไม่มีสัญญาอนุญาตที่จดทะเบียน
-จดไว้แต่ไม่ได้ใช้จริงนานหลายปี ซึ่งเสี่ยงถูกบุคคลอื่นร้องขอเพิกถอนได้
สรุป
การเลือกว่าบริษัทแม่หรือบริษัทย่อยควรเป็นเจ้าของทะเบียน sub-brand ไม่ใช่แค่เรื่องเอกสาร แต่เป็นเรื่องการปกป้องทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของธุรกิจ ถ้าวางโครงสร้างถูกตั้งแต่แรก จะขยายธุรกิจ ระดมทุน หรือขายกิจการก็ทำได้ราบรื่น
หากยังไม่แน่ใจว่าโครงสร้างแบบไหนเหมาะกับธุรกิจของคุณ ปรึกษาทีม PatentThai ได้ที่ โทร 085-498-2997 หรือ LINE: @patentthai