ย้อนกลับไปหน้าบทความทั้งหมด
สิทธิบัตร 18 Oct 2026

ข้อถือสิทธิรองมีไว้ทำอะไร ถ้าข้อถือสิทธิหลักกว้างอยู่แล้ว?

ทีมที่ปรึกษา PatentThai
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย IP
ข้อถือสิทธิรองมีไว้ทำอะไร ถ้าข้อถือสิทธิหลักกว้างอยู่แล้ว?

ข้อถือสิทธิรองมีไว้ทำอะไร ถ้าข้อถือสิทธิหลักกว้างอยู่แล้ว?

ข้อถือสิทธิรองมีไว้ทำอะไร? 

ข้อถือสิทธิรอง คือ "แผนสำรอง" ของสิทธิบัตร ถ้าข้อถือสิทธิหลักที่เขียนไว้กว้างถูกตีตกหรือถูกเพิกถอน เพราะมีคนเคยทำสิ่งที่คล้ายกันมาก่อน ข้อถือสิทธิรองที่ระบุรายละเอียดเจาะจงกว่าจะยังอยู่ได้ ทำให้คุณยังมีสิทธิคุ้มครองการประดิษฐ์ ไม่เสียไปทั้งฉบับ

พูดง่าย ๆ คือ ข้อถือสิทธิหลักมีไว้ "กันพื้นที่ให้กว้างที่สุด" ส่วนข้อถือสิทธิรองมีไว้ "กันไม่ให้เสียทุกอย่างในคราวเดียว"

ข้อถือสิทธิหลักกับข้อถือสิทธิรองต่างกันอย่างไร?

ข้อถือสิทธิหลัก (Independent Claim) คือ ข้อที่อธิบายหัวใจของการประดิษฐ์แบบยืนได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องอ้างข้ออื่น มักเขียนให้กว้างเพื่อครอบคลุมหลายรูปแบบ

ข้อถือสิทธิรอง (Dependent Claim) คือ ข้อที่อ้างกลับไปหาข้อถือสิทธิหลัก แล้วเพิ่มรายละเอียดเข้าไป เช่น "เก้าอี้ตามข้อถือสิทธิที่ 1 ซึ่งขาเก้าอี้ทำจากอะลูมิเนียม"

ลองนึกภาพเก้าอี้พับรุ่นใหม่ ข้อถือสิทธิหลักอาจเขียนว่า "เก้าอี้ที่มีกลไกพับเก็บได้ด้วยการกดปุ่มเดียว" ส่วนข้อถือสิทธิรองจะค่อย ๆ เติมรายละเอียด เช่น ปุ่มอยู่ใต้ที่นั่ง กลไกใช้สปริงคู่ หรือขาทำจากวัสดุน้ำหนักเบา แต่ละข้อแคบลงเรื่อย ๆ แต่ก็แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ

ทำไมเขียนข้อถือสิทธิหลักกว้างแล้วยังไม่พอ?

เพราะ "ยิ่งกว้าง ยิ่งเสี่ยง" ข้อถือสิทธิที่กว้างมากมีโอกาสไปชนกับงานที่มีอยู่ก่อนแล้ว (งานที่ปรากฏอยู่แล้ว หรือ Prior Art) ซึ่งเราอาจไม่รู้มาก่อนเลยก็ได้ อาจเป็นสิทธิบัตรต่างประเทศ บทความวิจัย หรือสินค้าที่เคยขายในตลาด

ถ้ามีแต่ข้อถือสิทธิหลักข้อเดียว แล้วข้อนั้นถูกตีตก สิทธิบัตรก็แทบไม่เหลืออะไรให้คุ้มครอง แต่ถ้ามีข้อถือสิทธิรองวางไว้เป็นชั้น ๆ ก็ยังมีข้อที่ "แคบพอจะรอด" อยู่

ประโยชน์ของข้อถือสิทธิรองมีอะไรบ้าง?

1. เป็นเกราะสำรองเมื่อข้อหลักล้ม
ทั้งตอนที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบงานเก่าที่คล้ายกัน หรือตอนที่คู่แข่งยื่นขอให้ศาลเพิกถอนสิทธิบัตร ข้อถือสิทธิรองที่มีรายละเอียดเฉพาะยังมีโอกาสใช้ได้อยู่

2. ช่วยให้แก้ไขคำขอได้ง่ายขึ้น
ระหว่างการตรวจสอบ ถ้าผู้ตรวจบอกว่าข้อหลักกว้างเกินไป เราสามารถนำรายละเอียดจากข้อถือสิทธิรองขึ้นมารวมกับข้อหลักได้ทันที เพราะรายละเอียดนั้นถูกเขียนไว้ชัดตั้งแต่แรก ไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นการเพิ่มเรื่องใหม่ที่ไม่ได้เปิดเผยไว้

3. ช่วยตอนพิสูจน์การละเมิด
เวลามีคนลอกเลียนแบบ บางครั้งการพิสูจน์ว่าสินค้าของเขาตรงกับข้อถือสิทธิที่เจาะจงจะชัดเจนและโต้แย้งยากกว่าการอ้างข้อที่กว้างมาก

4. ปกป้องรูปแบบที่คุณขายจริง
ข้อถือสิทธิรองมักเขียนตรงกับรุ่นสินค้าที่ใช้งานจริงหรือวางขายจริง จึงช่วยให้รุ่นที่ทำเงินได้รับการคุ้มครองแบบเจาะจง

5. ช่วยให้ตีความขอบเขตข้อหลักได้ชัดขึ้น
เมื่อข้อถือสิทธิรองระบุรายละเอียดเพิ่ม ก็ช่วยบอกโดยอ้อมว่าข้อถือสิทธิหลักตั้งใจครอบคลุมกว้างกว่ารายละเอียดเหล่านั้น

ควรมีข้อถือสิทธิรองกี่ข้อ?

ไม่มีจำนวนตายตัว สิ่งสำคัญคือ "คุณภาพ" มากกว่า "จำนวน" ข้อถือสิทธิรองที่ดีควรเพิ่มรายละเอียดที่มีความหมายจริง เช่น ส่วนที่ทำให้การประดิษฐ์ดีกว่าของเดิม ไม่ใช่เติมรายละเอียดเล็กน้อยที่ไม่ช่วยอะไร

วิธีคิดง่าย ๆ คือ ถามตัวเองว่า "ถ้าข้อหลักล้ม จุดเด่นอะไรของผลงานเราที่ยังน่าจะใหม่และไม่มีใครทำมาก่อน?" แล้วเขียนจุดนั้นเป็นข้อถือสิทธิรอง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

-เขียนข้อถือสิทธิหลักกว้างมาก แต่ไม่มีข้อรองรองรับเลย
-เขียนข้อถือสิทธิรองซ้ำความหมายกับข้อหลัก ไม่ได้เพิ่มอะไรใหม่
-ใส่รายละเอียดในข้อถือสิทธิรองที่ไม่มีอยู่ในรายละเอียดการประดิษฐ์
-ไม่วางลำดับชั้นจากกว้างไปแคบ ทำให้ถอยไม่เป็นระบบเมื่อถูกคัดค้าน

สรุป

ข้อถือสิทธิหลักทำหน้าที่ "บุก" คือกันพื้นที่ให้กว้าง ส่วนข้อถือสิทธิรองทำหน้าที่ "ตั้งรับ" คือกันไม่ให้เสียทุกอย่างเมื่อถูกท้าทาย สิทธิบัตรที่ดีจึงต้องมีทั้งสองอย่างวางเป็นชั้นอย่างมีกลยุทธ์

หากต้องการให้ช่วยวางโครงข้อถือสิทธิสำหรับผลงานของคุณ ปรึกษา PatentThai Patent & Law Firm ได้ที่ โทร 085-498-2997 หรือ LINE: @patentthai

บทความนี้มีประโยชน์ต่อธุรกิจของคุณหรือไม่? ปรึกษาเรื่องนี้กับทนายความฟรี