ย้อนกลับไปหน้าบทความทั้งหมด
ลิขสิทธิ์ 18 Oct 2026

พนักงานทำผลงานส่วนตัวนอกเวลางาน บริษัทอ้างลิขสิทธิ์ได้แค่ไหน?

ทีมที่ปรึกษา PatentThai
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย IP
พนักงานทำผลงานส่วนตัวนอกเวลางาน บริษัทอ้างลิขสิทธิ์ได้แค่ไหน?

พนักงานทำผลงานส่วนตัวนอกเวลางาน บริษัทอ้างลิขสิทธิ์ได้แค่ไหน?

คำตอบสั้น ๆ: ถ้าคุณสร้างผลงานนอกเวลางาน ไม่ได้ใช้ทรัพยากรของบริษัท และผลงานไม่เกี่ยวกับหน้าที่ที่ถูกจ้างให้ทำ ลิขสิทธิ์โดยหลักเป็นของคุณเอง บริษัทไม่มีสิทธิ์อ้างเป็นเจ้าของ ยกเว้นคุณเคยเซ็นสัญญายกสิทธิ์ให้บริษัทไว้

ทุกวันนี้คนทำงานประจำจำนวนมากมีงานเสริม ทั้งวาดภาพขายออนไลน์ แต่งเพลง ทำคลิป เขียนนิยาย หรือพัฒนาแอปเล็ก ๆ ช่วงเย็นและวันหยุด คำถามที่ตามมาคือ "ถ้าวันหนึ่งผลงานดังขึ้นมา บริษัทจะมาขอส่วนแบ่งได้ไหม?" บทความนี้สรุปให้เข้าใจแบบไม่ต้องเปิดตำรากฎหมาย

ลิขสิทธิ์เกิดขึ้นเมื่อไหร่ และเป็นของใคร?

ลิขสิทธิ์เกิดขึ้นทันทีที่คุณสร้างผลงานเสร็จ ไม่ต้องไปจดทะเบียนก่อน ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ เพลง วิดีโอ งานเขียน หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยหลักแล้ว คนที่สร้างสรรค์งานคือเจ้าของลิขสิทธิ์

งานที่ทำในฐานะลูกจ้าง ใครเป็นเจ้าของ?

หลายคนเข้าใจผิดว่างานที่ทำให้บริษัทต้องเป็นของบริษัทเสมอ แต่ตามกฎหมายไทยไม่ได้เป็นแบบนั้น พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ มาตรา 9 กำหนดว่า งานที่สร้างขึ้นในฐานะพนักงานหรือลูกจ้าง ถ้าไม่ได้ทำหนังสือตกลงกันไว้ ลิขสิทธิ์จะเป็นของผู้สร้างสรรค์ แต่นายจ้างมีสิทธิ์นำงานไปเผยแพร่ได้ตามวัตถุประสงค์ของการจ้างนั้น 

แปลง่าย ๆ คือ แม้แต่งานที่ทำในหน้าที่ ถ้าไม่มีสัญญาเขียนไว้ ลิขสิทธิ์ยังเป็นของพนักงาน บริษัทแค่ได้สิทธิ์ใช้งานตามที่จ้างมาเท่านั้น

ส่วนกรณี "จ้างทำของ" เช่น จ้างฟรีแลนซ์ออกแบบโลโก้ จะต่างออกไป เพราะงานที่สร้างขึ้นจากการรับจ้างบุคคลอื่น ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ เว้นแต่ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น (มาตรา 10) 

แล้วงานนอกเวลางานล่ะ?

ถ้ามาตรา 9 ยังคุ้มครองพนักงานแม้กับงานในหน้าที่ งานส่วนตัวที่ทำนอกเวลางานยิ่งเป็นของคุณชัดเจนกว่า เพราะไม่ได้สร้างขึ้น "ในฐานะลูกจ้าง" เลย บริษัทจะอ้างสิทธิ์ได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุผลบางอย่างมาเชื่อมโยง ซึ่งมักเกิดจาก 3 กรณีนี้

1. คุณเซ็นสัญญายกสิทธิ์ไว้แล้ว
สัญญาจ้างหลายบริษัทมีข้อที่เขียนว่า "ผลงานทุกชิ้นที่พนักงานสร้างระหว่างเป็นลูกจ้าง ให้เป็นของบริษัท" ข้อนี้คือจุดที่ต้องระวังที่สุด เพราะเป็น "หนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น" ตามมาตรา 9 แม้ข้อสัญญาที่กว้างเกินไปอาจถูกโต้แย้งได้ แต่ก็ทำให้เรื่องยุ่งยากขึ้นมาก

2. ใช้อุปกรณ์หรือข้อมูลของบริษัท
ถ้าทำงานส่วนตัวบนโน้ตบุ๊กบริษัท ใช้โปรแกรมลิขสิทธิ์ที่บริษัทซื้อ หรือนำข้อมูลลับของบริษัทมาใช้ บริษัทอาจอ้างได้ว่างานนั้นเกี่ยวข้องกับการทำงาน หรืออาจผิดเรื่องการรักษาความลับทางการค้า

3. ผลงานตรงกับหน้าที่ที่ถูกจ้าง
เช่น คุณเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ของแบรนด์เสื้อผ้า แล้วกลับบ้านไปออกแบบลายเสื้อขายเอง แบบนี้เส้นแบ่งจะบางมาก บริษัทอาจมองว่าเป็นงานที่ต่อยอดจากหน้าที่ หรือเป็นการแข่งขันทางธุรกิจ

ระวัง! ลิขสิทธิ์กับสิทธิบัตรไม่เหมือนกัน

ถ้าสิ่งที่คุณทำคือ "การประดิษฐ์" เช่น คิดค้นเครื่องมือหรือกระบวนการใหม่ จะใช้กฎหมายสิทธิบัตร ซึ่งมีหลักต่างจากลิขสิทธิ์ โดยการประดิษฐ์ที่เกิดจากงานตามสัญญาจ้าง สิทธิมักตกเป็นของนายจ้าง หากคุณเป็นนักประดิษฐ์หรือทำงานด้าน R&D ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนนำผลงานไปจดหรือขาย

วิธีปกป้องผลงานส่วนตัวของคุณ

-อ่านสัญญาจ้างให้ละเอียด โดยเฉพาะหมวดทรัพย์สินทางปัญญา ถ้าเขียนกว้างเกินไป ขอแก้หรือขอระบุข้อยกเว้นก่อนเซ็น
-แยกอุปกรณ์ให้ชัด ใช้คอมพิวเตอร์ บัญชี และโปรแกรมของตัวเองเท่านั้น
-ทำนอกเวลางานจริง ๆ และอย่าใช้ข้อมูลภายในของบริษัท
-เก็บหลักฐานการสร้างสรรค์ เช่น ไฟล์ต้นฉบับ ภาพร่าง วันที่บันทึกไฟล์ หรือประวัติใน Git
-แจ้งลิขสิทธิ์ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา แม้ไม่บังคับ แต่ช่วยเป็นหลักฐานยืนยันความเป็นเจ้าของได้ดี
-ขอหนังสือยืนยันจากบริษัท ถ้างานส่วนตัวใกล้เคียงกับสายงาน การได้หนังสือยืนยันว่าไม่ใช่งานของบริษัทจะช่วยป้องกันข้อพิพาทในอนาคต

สรุป

งานส่วนตัวที่ทำนอกเวลางาน ด้วยอุปกรณ์ของตัวเอง และไม่เกี่ยวกับหน้าที่ ลิขสิทธิ์เป็นของคุณ บริษัทอ้างสิทธิ์ได้ยาก แต่จุดที่มักทำให้เสียสิทธิ์คือ "สัญญาที่เซ็นไปโดยไม่ได้อ่าน" และ "การใช้ทรัพยากรบริษัท" ถ้าเตรียมตัวดีตั้งแต่ต้น ผลงานของคุณจะปลอดภัยและต่อยอดเป็นรายได้ได้อย่างสบายใจ

หากไม่แน่ใจว่าสัญญาจ้างของคุณมีข้อไหนเสี่ยง หรืออยากจดทะเบียนคุ้มครองผลงาน ปรึกษา PatentThai ได้ที่ โทร 085-498-2997 หรือ LINE: @patentthai

บทความนี้มีประโยชน์ต่อธุรกิจของคุณหรือไม่? ปรึกษาเรื่องนี้กับทนายความฟรี