บรีฟงานจากลูกค้า มีลิขสิทธิ์แยกจากชิ้นงานที่เอเจนซีสร้างหรือไม่?
คำตอบสั้น ๆ: บรีฟงานไม่ได้ให้ลูกค้าเป็นเจ้าของงานที่เอเจนซีสร้างขึ้น เพราะกฎหมายลิขสิทธิ์ไทยคุ้มครอง "การแสดงออก" ไม่คุ้มครอง "ไอเดีย" ที่อยู่ในบรีฟ แต่ถ้าเป็นการจ้างทำงาน กฎหมายกำหนดว่าลิขสิทธิ์ในชิ้นงานเป็นของ ผู้ว่าจ้าง (ลูกค้า) โดยอัตโนมัติ เว้นแต่สัญญาจะตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ส่วนตัวเอกสารบรีฟเองอาจมีลิขสิทธิ์แยกได้ ถ้าเขียนขึ้นด้วยถ้อยคำที่เป็นของลูกค้าเอง
บรีฟงานคืออะไร และทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ
บรีฟงาน คือเอกสารหรือคำสั่งที่ลูกค้าส่งให้เอเจนซี เช่น ต้องการโฆษณาแบบไหน กลุ่มเป้าหมายเป็นใคร อยากได้โทนสีอะไร หรือมีคอนเซปต์ตั้งต้นอย่างไร
ปัญหามักเกิดหลังงานเสร็จ เช่น ลูกค้าบอกว่า "ไอเดียเป็นของฉัน งานนี้จึงเป็นของฉันทั้งหมด" ขณะที่เอเจนซีบอกว่า "เราเป็นคนออกแบบและลงมือทำ ลิขสิทธิ์จึงเป็นของเรา" ถ้าไม่เข้าใจหลักกฎหมาย อาจนำไปสู่ข้อพิพาทเรื่องการนำงานไปใช้ซ้ำ แก้ไข หรือขายต่อ
ไอเดียในบรีฟ ไม่ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์
ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 6 วรรคสอง กฎหมายไม่คุ้มครองความคิด ขั้นตอน กรรมวิธี ระบบ หลักการ หรือแนวคิดต่าง ๆ
ดังนั้น ถ้าบรีฟเขียนว่า "อยากได้โฆษณาที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นแบบครอบครัว ใช้สีฟ้ากับทอง" นี่คือไอเดีย ไม่ใช่งานที่มีลิขสิทธิ์ ใครก็สามารถคิดหรือใช้แนวคิดแบบเดียวกันได้
สิ่งที่ได้รับความคุ้มครอง คือ ชิ้นงานที่ถูกสร้างออกมาจริง เช่น ภาพกราฟิก วิดีโอ บทโฆษณา เพลงประกอบ หรือภาพถ่าย ซึ่งมักเป็นผลงานที่เอเจนซีเป็นผู้ลงมือสร้างสรรค์
แล้วตัวเอกสารบรีฟเอง มีลิขสิทธิ์ไหม?
มีได้ ถ้าบรีฟเขียนขึ้นใหม่และเป็นถ้อยคำของลูกค้าเอง ตัวเอกสารนั้นอาจถือเป็น "งานวรรณกรรม" ที่มีลิขสิทธิ์ของลูกค้า
แต่ลิขสิทธิ์นี้คุ้มครองแค่ ตัวเอกสารบรีฟ เช่น ห้ามคัดลอกบรีฟไปเผยแพร่ต่อ ไม่ได้ขยายไปถึงงานโฆษณาหรือดีไซน์ที่เอเจนซีสร้างขึ้นจากบรีฟนั้น ลิขสิทธิ์ในบรีฟกับลิขสิทธิ์ในชิ้นงานจึงเป็นคนละส่วนกัน
ใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในชิ้นงานที่เอเจนซีสร้าง?
แม้ไอเดียในบรีฟจะไม่มีลิขสิทธิ์ แต่ลูกค้าไม่ได้เสียเปรียบ เพราะ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ มาตรา 10 กำหนดว่า งานที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้าง ลิขสิทธิ์เป็นของ ผู้ว่าจ้าง เว้นแต่ผู้สร้างสรรค์และผู้ว่าจ้างจะตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น
แปลง่าย ๆ คือ ถ้าลูกค้าจ้างเอเจนซีทำงาน และไม่ได้เขียนสัญญาเรื่องลิขสิทธิ์ไว้เลย โดยหลักแล้วลิขสิทธิ์ในชิ้นงานจะเป็นของลูกค้า ไม่ใช่เพราะลูกค้าเป็นเจ้าของไอเดีย แต่เพราะลูกค้าเป็นผู้ว่าจ้าง
แต่ถ้าสัญญาเขียนว่า "ลิขสิทธิ์เป็นของเอเจนซี ลูกค้าได้รับสิทธิใช้งานเท่านั้น" ข้อตกลงในสัญญาจะมีผลแทน
จุดที่เอเจนซีมักมองข้าม: พนักงานในเอเจนซี
อีกเรื่องที่ควรรู้คือ งานที่พนักงานของเอเจนซีสร้างขึ้นในฐานะลูกจ้าง ตามมาตรา 9 ลิขสิทธิ์จะเป็นของ ตัวพนักงาน เว้นแต่ทำข้อตกลงเป็นหนังสือไว้เป็นอย่างอื่น นายจ้างมีสิทธินำงานไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของการจ้างเท่านั้น
ถ้าเอเจนซีไม่มีสัญญากับพนักงานหรือฟรีแลนซ์ให้ชัดเจน อาจเกิดปัญหาภายหลังว่าเอเจนซีไม่มีสิทธิเต็มที่ในงานนั้นตั้งแต่ต้น และส่งต่อสิทธิให้ลูกค้าได้ไม่ครบ
ถ้าลูกค้าส่งวัสดุมาให้ใช้ด้วยล่ะ?
ถ้าในบรีฟมีโลโก้ ภาพถ่ายสินค้า หรือข้อความที่ลูกค้าเป็นเจ้าของอยู่แล้ว วัสดุเหล่านั้นยังเป็นลิขสิทธิ์ของลูกค้าเหมือนเดิม เอเจนซีใช้ได้เฉพาะเพื่องานที่รับจ้างเท่านั้น จะนำไปใช้กับลูกค้ารายอื่นหรือใส่ในพอร์ตโดยไม่ขออนุญาตไม่ได้
วิธีป้องกันข้อพิพาทระหว่างลูกค้ากับเอเจนซี
ทางที่ดีที่สุดคือเขียนสัญญาให้ชัดตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน โดยระบุเรื่องต่อไปนี้
-ลิขสิทธิ์ในชิ้นงานสุดท้ายเป็นของใคร
-ไฟล์ต้นฉบับ (Source File) ต้องส่งมอบให้ลูกค้าหรือไม่
-ไอเดียหรือแบบร่างที่ลูกค้าไม่เลือก เอเจนซีนำไปใช้ต่อได้หรือไม่
-เอเจนซีนำผลงานไปใส่พอร์ตโฟลิโอได้หรือไม่
-สิทธิในเพลง ฟอนต์ หรือภาพสต็อกที่ซื้อมาใช้ในงาน ครอบคลุมการใช้งานแค่ไหน
สรุป
บรีฟงานกับชิ้นงานเป็นคนละส่วนกัน ไอเดียในบรีฟไม่มีลิขสิทธิ์ ตัวเอกสารบรีฟอาจมีลิขสิทธิ์ของลูกค้า ส่วนชิ้นงานที่เอเจนซีสร้าง โดยหลักเป็นของผู้ว่าจ้าง เว้นแต่จะตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น การทำสัญญาให้ชัดตั้งแต่ต้นจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันปัญหา
หากต้องการตรวจสอบสัญญาจ้างงานสร้างสรรค์ หรือปรึกษาเรื่องลิขสิทธิ์ ติดต่อ PatentThai โทร 085-498-2997 หรือ LINE: @patentthai