ของปลอมเข้าชายแดน เจ้าของแบรนด์ต้องเตรียมอะไร?
ถ้าคุณมีแบรนด์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอาง เสื้อผ้า อาหารเสริม หรือชิ้นส่วนอะไหล่ ปัญหาที่หลายคนเจอคือ "ของปลอม" ที่ผลิตจากต่างประเทศแล้วส่งเข้ามาขายในไทย พอของปลอมหลุดเข้ามาถึงตลาดหรือร้านออนไลน์แล้ว การตามจับจะยากและเสียเวลามาก
ข่าวดีคือ เจ้าของแบรนด์สามารถ "ดักจับ" ของปลอมได้ตั้งแต่ด่านศุลกากร ก่อนที่สินค้าจะเข้าถึงมือผู้บริโภค แต่ต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อน บทความนี้จะอธิบายแบบเข้าใจง่ายว่าต้องทำอะไรบ้าง
ทำไมต้องหยุดของปลอมที่ชายแดน?
ลองนึกภาพว่าของปลอม 1 ตู้คอนเทนเนอร์ ถ้าหลุดเข้ามาแล้วถูกกระจายไปขายตามร้านค้าหลายร้อยแห่ง และขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อีกนับไม่ถ้วน คุณจะต้องไล่ร้องเรียนทีละร้าน ทีละลิงก์ ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้
แต่ถ้าหยุดได้ที่ด่าน ก็เท่ากับหยุดได้ทั้งตู้ในครั้งเดียว ประหยัดทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และปกป้องชื่อเสียงแบรนด์ไม่ให้ลูกค้าเสียความเชื่อมั่นจากสินค้าคุณภาพต่ำที่ใช้ชื่อคุณ
ด่านศุลกากรช่วยเจ้าของแบรนด์ได้อย่างไร?
เจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจสินค้าจำนวนมหาศาลทุกวัน แต่เขาไม่มีทางรู้เองว่าสินค้าแบรนด์ไหนของจริง แบรนด์ไหนของปลอม ถ้าเจ้าของแบรนด์ไม่ให้ข้อมูลไว้ก่อน
ปัจจุบัน ทั้งเจ้าของเครื่องหมายการค้าและเจ้าของลิขสิทธิ์สามารถบันทึกข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาไว้กับกรมศุลกากรได้โดยตรง จากเดิมที่ต้องไปบันทึกกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดย กรมศุลกากรมีระบบออนไลน์ชื่อ TCIRs ให้เจ้าของสิทธิยื่นคำขอบันทึกสิทธิ ให้ข้อมูลที่ช่วยเจ้าหน้าที่แยกแยะของปลอม รวมถึงแก้ไขข้อมูลและต่ออายุได้
พูดง่าย ๆ คือ เมื่อคุณบันทึกข้อมูลไว้ เจ้าหน้าที่จะมี "คู่มือ" ไว้เทียบว่าสินค้าของคุณที่แท้จริงหน้าตาเป็นอย่างไร และจะติดต่อใครเมื่อเจอของต้องสงสัย
เจ้าของแบรนด์ต้องเตรียมอะไรบ้าง?
1. จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในไทยให้เรียบร้อย
นี่คือด่านแรกที่สำคัญที่สุด ถ้าแบรนด์ยังไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย การจะให้ศุลกากรช่วยปกป้องก็ทำได้ยาก ควรจดให้ครอบคลุมประเภทสินค้าที่ขายจริงด้วย
2. เตรียมข้อมูลจุดสังเกตสินค้าแท้
เช่น ภาพถ่ายสินค้าจริงทุกมุม บรรจุภัณฑ์ ฉลาก โลโก้ สติกเกอร์กันปลอม ตำแหน่งรหัสการผลิต และจุดที่ของปลอมมักทำผิด ยิ่งละเอียด เจ้าหน้าที่ยิ่งตรวจได้แม่นยำ
3. ข้อมูลเส้นทางการค้าที่ถูกต้อง
บอกว่าใครคือผู้นำเข้าหรือตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาต ส่งมาจากประเทศใด ผ่านด่านไหน เพื่อให้เจ้าหน้าที่แยกได้ว่าการนำเข้าใดน่าสงสัย
4. เอกสารประกอบคำขอ
เช่น หนังสือรับรองการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า หนังสือรับรองบริษัท หนังสือมอบอำนาจ (ถ้าให้ตัวแทนยื่น) และ หากเอกสารเป็นภาษาอื่น ต้องแนบคำแปลภาษาไทยพร้อมรับรองคำแปล
5. ผู้ประสานงานที่ติดต่อได้ตลอด
ข้อนี้หลายแบรนด์มองข้าม แต่สำคัญมาก เพราะเมื่อเจ้าหน้าที่พบของต้องสงสัย คุณต้องตอบกลับให้เร็ว ควรกำหนดคนรับผิดชอบหรือมอบหมายให้สำนักงานกฎหมายดูแลแทน
เมื่อศุลกากรเจอของปลอม จะเกิดอะไรขึ้น?
เมื่อเจ้าหน้าที่พบสินค้าที่น่าสงสัยว่าละเมิด จะกักสินค้าไว้และแจ้งทั้งผู้นำเข้าและเจ้าของแบรนด์ จากนั้นมีขั้นตอนสำคัญดังนี้
ถ้าผู้นำเข้ายอมรับว่าเป็นของปลอม เจ้าหน้าที่จะทำบันทึกการตรวจยึดและส่งเรื่องดำเนินคดีต่อได้ โดยไม่ต้องรอหนังสือยืนยันจากเจ้าของสิทธิ และ ถ้าติดต่อผู้นำเข้าไม่ได้ หรือผู้นำเข้าไม่คัดค้านภายใน 3 วัน สินค้าที่ถูกกักจะถือว่าเป็นของละเมิด
แต่ถ้าผู้นำเข้าคัดค้าน เจ้าหน้าที่จะแจ้งเจ้าของสิทธิ และเจ้าของสิทธิต้องยื่นหนังสือยืนยันพร้อมคำร้องขอให้ดำเนินคดีภายใน 3 วัน ไม่เช่นนั้นสินค้าจะถูกปล่อย
เห็นไหมว่ากรอบเวลาสั้นมาก ถ้าเจ้าของแบรนด์ไม่พร้อม ช้าไปเพียงไม่กี่วัน ของปลอมทั้งล็อตอาจหลุดเข้าตลาดไปได้
ข้อผิดพลาดที่เจ้าของแบรนด์มักทำ
-รอให้เจอของปลอมในตลาดก่อนค่อยคิดเรื่องป้องกัน
-จดเครื่องหมายการค้าไม่ครอบคลุมสินค้าที่ขายจริง
-ให้ข้อมูลจุดสังเกตสินค้าน้อยเกินไป เจ้าหน้าที่ตรวจไม่ได้
-ไม่มีคนรับเรื่องเมื่อศุลกากรติดต่อมา ทำให้พลาดกำหนดเวลา
-ลืมต่ออายุหรืออัปเดตข้อมูลเมื่อเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้ง
สรุป
การป้องกันของปลอมที่ดีที่สุด คือหยุดตั้งแต่ชายแดน เจ้าของแบรนด์ควรจดเครื่องหมายการค้าให้ครบ บันทึกข้อมูลกับกรมศุลกากร เตรียมจุดสังเกตสินค้าแท้ให้ละเอียด และมีคนพร้อมตอบกลับเมื่อเจ้าหน้าที่ติดต่อมา เพราะทุกวันที่ช้า คือโอกาสที่ของปลอมจะหลุดเข้าตลาด
ปรึกษาเรื่องเครื่องหมายการค้าและการป้องกันสินค้าปลอม
PATENTTHAI patent & law firm
โทร 085-498-2997 | LINE: @patentthai