จ้างถ่ายภาพสินค้าแล้ว ช่างภาพต้องส่งไฟล์ RAW และสิทธิ์ทั้งหมดให้เราหรือไม่?
คำตอบสั้นๆ: ถ้าคุณจ้างช่างภาพฟรีแลนซ์มาถ่ายภาพสินค้า ตามกฎหมายไทย ลิขสิทธิ์ในภาพจะเป็นของ "ผู้ว่าจ้าง" โดยอัตโนมัติ เว้นแต่จะตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น แต่ "ไฟล์ RAW" เป็นคนละเรื่องกับลิขสิทธิ์ กฎหมายไม่ได้บังคับให้ช่างภาพต้องส่งไฟล์ RAW เสมอไป ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตกลงกันในสัญญา
หลายแบรนด์เจอปัญหานี้หลังถ่ายเสร็จ อยากได้ไฟล์ต้นฉบับไปแต่งเอง หรือเอาภาพไปทำป้ายโฆษณา แต่ช่างภาพบอกว่า "ไม่ได้รวมในราคา" บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจแบบง่ายๆ
ลิขสิทธิ์ภาพสินค้าเป็นของใคร เมื่อเราจ้างช่างภาพ?
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 แยกการจ้างไว้ 2 แบบ ซึ่งผลไม่เหมือนกัน
แบบที่ 1 จ้างทำของ (มาตรา 10) คือการจ้างช่างภาพฟรีแลนซ์หรือสตูดิโอมาถ่ายเป็นงานๆ ไป เช่น จ้างถ่ายสินค้า 50 ภาพ จ่ายเงินตามงาน กรณีนี้กฎหมายให้ลิขสิทธิ์เป็นของผู้ว่าจ้าง เว้นแต่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น
แบบที่ 2 จ้างแรงงาน (มาตรา 9) คือช่างภาพเป็นพนักงานประจำของบริษัท กรณีนี้ลิขสิทธิ์เป็นของพนักงานผู้ถ่าย แต่บริษัทมีสิทธิ์นำภาพไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของงานที่จ้าง เว้นแต่จะตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น
ดังนั้น ถ้าคุณจ้างฟรีแลนซ์ถ่ายสินค้า โดยหลักแล้วคุณเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพ แต่ต้องระวังว่า ช่างภาพหลายรายมักใส่เงื่อนไขในใบเสนอราคาหรือสัญญาว่า "ลิขสิทธิ์เป็นของช่างภาพ ลูกค้าได้เพียงสิทธิ์ใช้งาน" ถ้าคุณเซ็นยอมรับ ข้อตกลงนั้นจะมีผลแทนหลักทั่วไปของกฎหมาย
ไฟล์ RAW คืออะไร และช่างภาพต้องส่งให้หรือไม่?
ไฟล์ RAW คือไฟล์ข้อมูลดิบจากกล้อง ยังไม่ผ่านการปรับแสง สี หรือรีทัช เปรียบเหมือน "วัตถุดิบ" ก่อนจะกลายเป็นภาพสวยที่ส่งให้ลูกค้า
ประเด็นสำคัญคือ การเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ไม่ได้แปลว่าจะได้ไฟล์ RAW อัตโนมัติ ลิขสิทธิ์คือสิทธิ์ในการนำภาพไปทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ ส่วนไฟล์ RAW เป็นเรื่องของ "สิ่งที่ต้องส่งมอบ" ซึ่งกฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ตายตัว
ในวงการถ่ายภาพ ช่างภาพส่วนใหญ่จะส่งเฉพาะไฟล์ที่แต่งเสร็จแล้ว (เช่น JPEG ความละเอียดสูง) เหตุผลคือไฟล์ RAW สะท้อนฝีมือและสไตล์การทำงาน และหากถูกนำไปแต่งต่อไม่ดี อาจกระทบชื่อเสียงของช่างภาพได้ บางรายจึงคิดค่าไฟล์ RAW แยกต่างหาก
สรุปคือ ถ้าอยากได้ไฟล์ RAW ต้องตกลงให้ชัดตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน
"ได้สิทธิ์ทั้งหมด" ต้องระวังเรื่องอะไรบ้าง?
แม้คุณจะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ยังมีสิ่งที่เรียกว่า ธรรมสิทธิ์ (มาตรา 18) ซึ่งยังอยู่กับช่างภาพเสมอ ได้แก่ สิทธิ์ที่จะแสดงว่าตนเป็นผู้ถ่าย และสิทธิ์ห้ามไม่ให้นำภาพไปบิดเบือนจนเสียหายต่อเกียรติหรือชื่อเสียงของผู้สร้างสรรค์
อีกเรื่องที่สำคัญคือ หากสัญญาเดิมระบุว่าลิขสิทธิ์เป็นของช่างภาพ แล้วคุณต้องการซื้อลิขสิทธิ์มาเป็นของตัวเองภายหลัง การโอนลิขสิทธิ์ต้องทำเป็นหนังสือ และลงลายมือชื่อทั้งผู้โอนและผู้รับโอน (มาตรา 17) การตกลงกันปากเปล่าหรือแค่แชตอาจไม่พอ
ควรเขียนอะไรในสัญญาจ้างถ่ายภาพสินค้า?
เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภายหลัง ควรระบุเรื่องเหล่านี้ให้ชัดเจน
-ใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ เขียนให้ชัดว่าลิขสิทธิ์ในภาพทั้งหมดเป็นของผู้ว่าจ้าง
-ไฟล์ที่จะได้รับ ระบุว่าได้ไฟล์แบบไหน จำนวนกี่ภาพ ความละเอียดเท่าไร และรวมไฟล์ RAW หรือไม่
-ขอบเขตการใช้งาน ใช้ได้ทุกช่องทางหรือไม่ เช่น เว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย ป้ายโฆษณา บรรจุภัณฑ์ และใช้ได้นานแค่ไหน
-สิทธิ์ในการดัดแปลง ผู้ว่าจ้างแก้ไข ครอป หรือแต่งภาพเพิ่มเองได้หรือไม่
-ช่างภาพนำภาพไปใช้ได้แค่ไหน เช่น ลงพอร์ตโฟลิโอได้หรือไม่ โดยเฉพาะกรณีสินค้าที่ยังไม่เปิดตัว
สรุป
จ้างถ่ายภาพสินค้า ลิขสิทธิ์โดยหลักเป็นของผู้ว่าจ้าง แต่ไฟล์ RAW ไม่ได้มาพร้อมลิขสิทธิ์เสมอไป ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสัญญา ดังนั้นก่อนจ้างช่างภาพทุกครั้ง ควรตกลงเรื่องลิขสิทธิ์ ไฟล์ที่ส่งมอบ และขอบเขตการใช้งานให้ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร จะช่วยป้องกันข้อพิพาทและปกป้องแบรนด์ของคุณได้ในระยะยาว
หากต้องการให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจหรือร่างสัญญาจ้างถ่ายภาพ หรือปรึกษาเรื่องลิขสิทธิ์ ติดต่อ PatentThai โทร 085-498-2997 หรือ LINE: @patentthai