ธุรกิจมีทั้งสินค้าและบริการ ควรยื่นจดเครื่องหมายการค้าอย่างไรไม่ให้ตกหล่น?
คำตอบสั้น ๆ: ถ้าธุรกิจของคุณขายสินค้าและให้บริการด้วยแบรนด์เดียวกัน ควรยื่นจดเครื่องหมายการค้าให้ครอบคลุมทั้ง จำพวกสินค้า (จำพวก 1–34) และ จำพวกบริการ (จำพวก 35–45) ที่ใช้จริงและมีแผนจะใช้ เพราะการคุ้มครองจะครอบคลุมเฉพาะรายการที่ระบุไว้ในคำขอเท่านั้น จดแค่ฝั่งเดียว อีกฝั่งก็เสี่ยงถูกคนอื่นนำชื่อไปจดก่อนได้
ทำไมจดแค่สินค้าอย่างเดียวถึงไม่พอ?
หลายคนเข้าใจว่าจดเครื่องหมายการค้าแล้ว แบรนด์จะได้รับความคุ้มครองทุกอย่าง แต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้น
ระบบเครื่องหมายการค้าในไทยแบ่งสินค้าและบริการออกเป็น 45 จำพวกตามระบบสากล การคุ้มครองจะได้เฉพาะจำพวกและรายการที่คุณยื่นไว้เท่านั้น
ยกตัวอย่างร้านกาแฟที่ขายเมล็ดกาแฟคั่วแบบแพ็กด้วย ถ้าจดแค่ "เมล็ดกาแฟ" ซึ่งเป็นสินค้าในจำพวก 30 แต่ไม่จด "บริการร้านกาแฟ" ในจำพวก 43 วันหนึ่งอาจมีคนเปิดร้านกาแฟใช้ชื่อเดียวกัน แล้วคุณป้องกันได้ยาก
หรือคลินิกความงามที่มีครีมแบรนด์ตัวเอง ก็ต้องจดทั้ง "เครื่องสำอาง" ในจำพวก 3 และ "บริการคลินิกความงาม" ในจำพวก 44
ที่สำคัญ ไทยใช้หลัก "ใครยื่นก่อน ได้ก่อน" การรอให้ธุรกิจโตก่อนแล้วค่อยจด อาจช้าเกินไป
สินค้ากับบริการต่างกันอย่างไรในมุมเครื่องหมายการค้า?
สินค้า คือสิ่งของที่จับต้องได้และขายให้ลูกค้า อยู่ในจำพวก 1–34 เช่น เสื้อผ้า อาหาร เครื่องสำอาง หรือซอฟต์แวร์ที่ดาวน์โหลดได้
บริการ คือสิ่งที่คุณ "ทำให้" ลูกค้า อยู่ในจำพวก 35–45 เช่น ร้านอาหาร งานซ่อมบำรุง การสอนออนไลน์ ขนส่ง หรือการให้คำปรึกษา
จุดที่คนมักสับสน
-การขายของออนไลน์หรือร้านค้าปลีก ถือเป็น "บริการ" ในจำพวก 35 แยกจากตัวสินค้า
-ซอฟต์แวร์ที่ดาวน์โหลดได้อยู่จำพวก 9 ซึ่งเป็นสินค้า แต่แพลตฟอร์มที่ให้ใช้งานออนไลน์อยู่จำพวก 42 ซึ่งเป็นบริการ
-คอร์สเรียนและสัมมนาอยู่จำพวก 41 ส่วนหนังสือหรือคู่มือที่พิมพ์ขายอยู่จำพวก 16
5 ขั้นตอนยื่นรายการให้ครบ ไม่ตกหล่น
1. ลิสต์ทุกอย่างที่ธุรกิจ "ขาย" และ "ทำ"
เขียนออกมาให้หมด ทั้งสินค้าหลัก สินค้าเสริม ของพรีเมียมที่แจกลูกค้า และบริการทุกแบบ รวมถึงช่องทางขาย เช่น หน้าร้าน ออนไลน์ หรือแฟรนไชส์
2. แยกเป็นฝั่งสินค้าและฝั่งบริการ
นำรายการที่ลิสต์ไว้มาแบ่งเป็นสองกลุ่ม แล้วจับคู่กับจำพวกที่ตรงกัน สามารถค้นหาจำพวกได้จากเว็บไซต์กรมทรัพย์สินทางปัญญา
3. คิดถึงแผนธุรกิจ 3–5 ปีข้างหน้า
ถ้าวันนี้ขายแค่สินค้า แต่มีแผนเปิดคอร์สสอนหรือขยายแฟรนไชส์ ควรพิจารณาจดจำพวกนั้นไว้ล่วงหน้า เพราะการเพิ่มรายการทีหลังมักต้องยื่นคำขอใหม่
4. เขียนรายการให้ชัดเจนและเฉพาะเจาะจง
อย่าเขียนกว้าง ๆ เช่น "อาหาร" หรือ "บริการทั่วไป" เพราะนายทะเบียนอาจไม่รับ ควรระบุให้ชัด เช่น "ขนมปัง" "เค้ก" หรือ "บริการจัดเลี้ยงนอกสถานที่"
5. ตรวจค้นก่อนยื่นจริง
เช็กว่ามีคนจดชื่อหรือโลโก้ที่คล้ายกันไว้แล้วในจำพวกที่คุณต้องการหรือไม่ ช่วยลดโอกาสถูกปฏิเสธและเสียเวลา
ตัวอย่างการเลือกจำพวกตามประเภทธุรกิจ
แบรนด์สกินแคร์ที่มีคลินิกด้วย ควรพิจารณาจำพวก 3 สำหรับเครื่องสำอาง จำพวก 5 หากมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จำพวก 35 สำหรับการขายออนไลน์ และจำพวก 44 สำหรับบริการคลินิก
ร้านอาหารที่ขายซอสบรรจุขวด ควรพิจารณาจำพวก 30 สำหรับซอสและเครื่องปรุง จำพวก 43 สำหรับร้านอาหาร และจำพวก 35 สำหรับการจำหน่ายปลีก
ฟิตเนสที่มีเสื้อผ้ากีฬาและอาหารเสริม ควรพิจารณาจำพวก 25 สำหรับเสื้อผ้า จำพวกที่ตรงกับชนิดอาหารเสริมหรือเครื่องดื่ม และจำพวก 41 สำหรับบริการฟิตเนสและฝึกอบรม
บริษัทซอฟต์แวร์ ควรพิจารณาจำพวก 9 สำหรับแอปที่ดาวน์โหลดได้ จำพวก 42 สำหรับแพลตฟอร์มออนไลน์และการพัฒนาซอฟต์แวร์ และจำพวก 35 หรือ 41 หากมีบริการที่ปรึกษาหรืออบรม
จำพวกที่เหมาะสมขึ้นกับลักษณะสินค้าและบริการจริงของแต่ละธุรกิจ ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบอีกครั้งก่อนยื่น
ความผิดพลาดที่พบบ่อย
-จดแค่สินค้า ลืมบริการ หรือกลับกัน
-ลืมจำพวก 35 ทั้งที่ธุรกิจขายออนไลน์หรือมีหน้าร้าน
-เขียนรายการกว้างเกินไปจนถูกสั่งให้แก้
-จดเฉพาะสิ่งที่ทำวันนี้ ไม่เผื่อแผนอนาคต
-ไม่ตรวจค้นก่อน ยื่นไปแล้วชนกับเครื่องหมายเดิม
สรุป
แบรนด์ที่มีทั้งสินค้าและบริการ ควรมองการจดเครื่องหมายการค้าเป็น "แผนป้องกันแบรนด์" ไม่ใช่แค่ยื่นให้จบไป ลิสต์ทุกอย่างที่ขายและทำ แยกจำพวกให้ถูก เขียนรายการให้ชัด และเผื่อแผนอนาคต เท่านี้แบรนด์ของคุณก็จะได้รับความคุ้มครองครบทุกด้าน
ปรึกษาการจดเครื่องหมายการค้ากับ PatentThai
📞 โทร 085-498-2997 | LINE: @patentthai