อนุสิทธิบัตรต้องมีขั้นการประดิษฐ์เหมือนสิทธิบัตรหรือไม่?
คำตอบสั้น: ไม่ต้อง อนุสิทธิบัตรขอแค่ 2 เงื่อนไข คือ (1) เป็นการประดิษฐ์ใหม่ และ (2) นำไปใช้ในทางอุตสาหกรรมได้ ส่วนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ต้องผ่าน 3 เงื่อนไข เพราะต้องมี "ขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น" เพิ่มอีกข้อ
หลายคนคิดค้นสิ่งใหม่ได้ แต่ไม่กล้ายื่นจด เพราะคิดว่า "ไอเดียเราไม่ได้ล้ำขนาดนั้น" ทั้งที่จริง ๆ แล้วงานแบบนี้อาจเหมาะกับ อนุสิทธิบัตร มากที่สุด บทความนี้สรุปให้เข้าใจง่ายในไม่กี่นาที
อนุสิทธิบัตร คืออะไร?
อนุสิทธิบัตร (Petty Patent) คือหนังสือที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์ ที่พัฒนาจากของเดิมไม่มาก แต่ทำให้ใช้งานได้ดีขึ้นหรือสะดวกขึ้น
บางคนเรียกว่า "สิทธิบัตรเล็ก" เหมาะกับสิ่งประดิษฐ์ในชีวิตประจำวัน เช่น
-อุปกรณ์ครัวที่ปรับรูปทรงให้จับถนัดมือขึ้น
-เครื่องมือเกษตรที่ดัดแปลงให้ทำงานได้เร็วขึ้น
-กลไกล็อกแบบใหม่ที่ติดตั้งง่ายกว่าเดิม
-สูตรผลิตภัณฑ์ที่ปรับส่วนผสมจากสูตรเดิม
"ขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น" แปลว่าอะไร?
พูดง่าย ๆ คือ ไอเดียนั้นต้องไม่ใช่สิ่งที่คนในวงการคิดได้ทันที
ตัวอย่างเช่น การเอาที่เปิดขวดไปติดกับพวงกุญแจ แม้จะไม่เคยมีใครทำมาก่อน แต่ช่างหรือคนในวงการเห็นแล้วก็คิดได้เองไม่ยาก แบบนี้มักถือว่า "ไม่มีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น" จึงยากที่จะได้สิทธิบัตร
แต่สำหรับ อนุสิทธิบัตร กฎหมายไม่ได้กำหนดเงื่อนไขข้อนี้ ขอเพียงไม่เคยมีมาก่อนและนำไปผลิตหรือใช้งานจริงได้ ก็มีโอกาสได้รับความคุ้มครองแล้ว
อนุสิทธิบัตร vs สิทธิบัตรการประดิษฐ์ ต่างกันอย่างไร?
1. เงื่อนไขการขอรับ
สิทธิบัตรการประดิษฐ์ต้องผ่าน 3 เงื่อนไข คือ เป็นการประดิษฐ์ใหม่ มีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น และนำไปใช้ในทางอุตสาหกรรมได้ ส่วนอนุสิทธิบัตรใช้แค่ 2 เงื่อนไข คือ ใหม่ และ นำไปใช้ในทางอุตสาหกรรมได้ ไม่ต้องมีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น
2. อายุการคุ้มครอง
สิทธิบัตรการประดิษฐ์คุ้มครอง 20 ปี ส่วนอนุสิทธิบัตรคุ้มครอง 6 ปี และต่ออายุได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 ปี รวมสูงสุด 10 ปี
3. การตรวจสอบและระยะเวลา
สิทธิบัตรต้องผ่านการตรวจสอบละเอียดจึงใช้เวลานาน ส่วนอนุสิทธิบัตรตรวจเฉพาะเบื้องต้น จึงมักได้รับเร็วกว่า
4. ค่าใช้จ่าย
โดยรวมแล้วอนุสิทธิบัตรประหยัดกว่า จึงเหมาะกับผู้ที่มีงบประมาณจำกัด
ข้อดีของอนุสิทธิบัตร
-ผ่านง่ายกว่า เพราะไม่ต้องพิสูจน์ว่าไอเดียล้ำกว่าเดิมมาก
-ได้เร็วกว่า เหมาะกับสินค้าที่ต้องรีบออกสู่ตลาด
-ค่าใช้จ่ายน้อยกว่า เหมาะกับ SME นักประดิษฐ์อิสระ และสตาร์ทอัพ
-ใช้เป็นหลักฐานทางธุรกิจได้ ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือเวลาขายสินค้าหรือหาผู้ร่วมลงทุน
ข้อควรระวังที่หลายคนไม่รู้
-ยังต้อง "ใหม่" จริง ๆ หากเคยโพสต์ขาย โชว์ในงานแสดงสินค้า หรือเผยแพร่ไปแล้วก่อนยื่นคำขอ อาจเสียความใหม่ได้ ควรยื่นจดก่อนเปิดตัวสินค้า
-อาจถูกขอให้ตรวจสอบภายหลัง อนุสิทธิบัตรออกให้โดยยังไม่ได้ตรวจเนื้อหาอย่างละเอียด หลังจดทะเบียนแล้วจึงอาจมีผู้ยื่นขอให้ตรวจสอบได้ ถ้าพบว่าไม่ใหม่จริง สิทธิอาจถูกเพิกถอน
-เลือกได้ทางเดียว การประดิษฐ์เดียวกันขอทั้งสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรพร้อมกันไม่ได้ แต่สามารถขอเปลี่ยนประเภทคำขอได้ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด
-คุ้มครองสั้นกว่า ถ้าเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ได้นานหลายสิบปี สิทธิบัตรอาจคุ้มค่ากว่า
แล้วควรเลือกแบบไหนดี?
เลือกอนุสิทธิบัตร ถ้า:
-เป็นการปรับปรุงจากของเดิมเล็กน้อย
-สินค้ามีวงจรชีวิตสั้น หรือต้องการความคุ้มครองเร็ว
-มีงบประมาณจำกัด
เลือกสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ถ้า:
-เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ก้าวกระโดดจริง
-ต้องการความคุ้มครองระยะยาว 20 ปี
-ต้องการสิทธิที่มั่นคงสำหรับการลงทุนหรือการขายไลเซนส์
ถ้ายังไม่แน่ใจ ควรให้ผู้เชี่ยวชาญ สืบค้นงานที่มีอยู่ก่อน (Prior Art Search) เพื่อประเมินว่าไอเดียของคุณเหมาะกับประเภทไหน ก่อนเสียเวลาและค่าใช้จ่าย
สรุป
อนุสิทธิบัตร ไม่ต้องมีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น ต่างจากสิทธิบัตรการประดิษฐ์ จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับไอเดียปรับปรุงเล็ก ๆ ที่ใช้งานได้จริง แต่ต้องยื่นจดก่อนเปิดเผยต่อสาธารณะ และเข้าใจข้อจำกัดเรื่องอายุการคุ้มครอง
ไม่แน่ใจว่าไอเดียของคุณควรจดแบบไหน? ปรึกษาทีม Patent Thai ได้เลย
📞 โทร 085-498-2997 | LINE: @patentthai