ย้อนกลับไปหน้าบทความทั้งหมด
เครื่องหมายการค้า 06 Oct 2026

หลักฐานใช้เครื่องหมายแบบไหนเชื่อมแบรนด์กับสินค้าจริงได้ดี?

ทีมที่ปรึกษา PatentThai
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย IP
หลักฐานใช้เครื่องหมายแบบไหนเชื่อมแบรนด์กับสินค้าจริงได้ดี?

หลักฐานการใช้เครื่องหมายการค้าแบบไหน เชื่อมแบรนด์กับสินค้าจริงได้ดี?

คำตอบสั้น ๆ: หลักฐานการใช้เครื่องหมายการค้าที่ดีที่สุด คือ หลักฐานที่แสดงให้เห็นใน "ชิ้นเดียว" ว่า แบรนด์ที่จดไว้ ถูกใช้กับสินค้าจริง และมีการขายจริง ในวันที่ระบุได้ชัดเจน เช่น ภาพสินค้าที่มีโลโก้ติดอยู่บนบรรจุภัณฑ์ คู่กับใบกำกับภาษีที่ระบุชื่อแบรนด์และวันที่ขาย

หลายคนคิดว่าจดเครื่องหมายการค้าเสร็จแล้วก็จบ แต่ความจริง "การใช้จริง" สำคัญไม่แพ้การจด เพราะถ้าวันหนึ่งมีคนมาโต้แย้งสิทธิ์ เจ้าของแบรนด์ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าใช้แบรนด์นั้นอยู่จริง

ทำไมต้องเก็บหลักฐานการใช้เครื่องหมายการค้า?

ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 63 ผู้มีส่วนได้เสียหรือนายทะเบียนสามารถขอให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าได้ หากพิสูจน์ได้ว่า ในช่วง 3 ปีก่อนวันยื่นคำร้อง เจ้าของไม่ได้ใช้เครื่องหมายนั้นโดยสุจริต หรือตอนจดไม่มีเจตนาจะใช้จริงและไม่เคยใช้เลย

แปลง่าย ๆ คือ จดแล้วไม่ใช้ = เสี่ยงเสียแบรนด์ และหลักฐานการใช้ยังช่วยได้ในอีกหลายสถานการณ์ เช่น

-ถูกยื่นคำร้องขอเพิกถอนเพราะไม่ได้ใช้
-ต้องพิสูจน์ว่าใครใช้แบรนด์นี้ก่อน เมื่อมีข้อพิพาท
-ต้องพิสูจน์ว่าแบรนด์เป็นที่รู้จักแพร่หลาย
-ต้องการแสดงว่าเครื่องหมายมีลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้มานาน

หลักฐานที่ "เชื่อมแบรนด์กับสินค้าจริง" ได้ดี

1. ภาพสินค้าจริงที่มีเครื่องหมายติดอยู่

ภาพสินค้า ฉลาก กล่อง ขวด ถุง หรือป้ายแท็ก ที่เห็นโลโก้ชัดเจน นี่คือหลักฐานพื้นฐานที่สุด ควรถ่ายให้เห็นทั้งตัวสินค้าและเครื่องหมายในภาพเดียว

2. ใบกำกับภาษี ใบเสร็จ ใบส่งของ

เอกสารการขายที่ ระบุชื่อแบรนด์คู่กับชื่อสินค้า และมีวันที่ เช่น "แชมพู [ชื่อแบรนด์] 300 ml" เป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือสูง เพราะแสดงว่ามีการขายเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่ทำโลโก้ไว้เฉย ๆ

3. หน้าร้านออนไลน์และเว็บไซต์

แคปหน้าจอร้านค้าบน Shopee, Lazada, TikTok Shop หรือเว็บไซต์ ที่เห็นชื่อแบรนด์ รูปสินค้า ราคา และควรเห็นวันที่ ยอดขาย หรือรีวิวลูกค้าประกอบ

4. สื่อโฆษณาและการตลาด

โบรชัวร์ แคตตาล็อก โพสต์โฆษณา ป้ายบูธงานแสดงสินค้า ที่มีแบรนด์อยู่คู่กับสินค้า และระบุช่วงเวลาได้

5. เอกสารจากโรงงานหรือโรงพิมพ์

ใบสั่งผลิต ใบสั่งพิมพ์ฉลากหรือบรรจุภัณฑ์ ที่ระบุชื่อแบรนด์ ช่วยยืนยันว่ามีการผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์นั้นจริง

6. เอกสารการนำเข้า–ส่งออก

Invoice, Packing List หรือใบขนสินค้าที่ระบุชื่อแบรนด์ เหมาะกับธุรกิจที่ค้าขายระหว่างประเทศ

7. ใบอนุญาตหรือใบจดแจ้งที่มีชื่อแบรนด์

เช่น เลขจดแจ้งเครื่องสำอางหรือทะเบียน อย. ที่ระบุชื่อการค้าตรงกับเครื่องหมาย ช่วยเสริมน้ำหนักได้ดี

หลักฐานแบบไหน "อ่อน" หรือเสี่ยงไม่ผ่าน

-ไม่มีวันที่ พิสูจน์ไม่ได้ว่าใช้ในช่วงเวลาที่ต้องการ
-โลโก้ไม่ตรงกับที่จดไว้ เปลี่ยนสี เปลี่ยนรูปทรง หรือเพิ่มคำจนกลายเป็นคนละเครื่องหมาย
-ใช้กับสินค้าที่ไม่ได้ระบุไว้ในคำขอจดทะเบียน เช่น จดไว้กับเครื่องสำอาง แต่หลักฐานเป็นเสื้อผ้า
-ภาพ Mockup หรือภาพออกแบบ ที่ยังไม่มีสินค้าจริง
-มีแค่นามบัตรหรือหัวกระดาษบริษัท ที่ไม่ได้เชื่อมกับตัวสินค้า
-ใช้แบบพอเป็นพิธี เพื่อรักษาสิทธิ์อย่างเดียว ไม่ได้ขายจริง

สูตรจำง่าย: หลักฐานที่ดีต้องครบ 4 อย่าง

แบรนด์ + สินค้า + วันที่ + การขายจริง

ยิ่งหลักฐานแต่ละชิ้นมีครบ 4 อย่างนี้มากเท่าไร ยิ่งมีน้ำหนักมากเท่านั้น และถ้ามีหลายประเภทที่สอดคล้องกัน เช่น ภาพสินค้า + ใบกำกับภาษี + หน้าร้านออนไลน์ ในช่วงเวลาเดียวกัน จะยิ่งพิสูจน์ได้หนักแน่น

วิธีเก็บหลักฐานให้พร้อมใช้

-ตั้งโฟลเดอร์แยกตามปี เก็บภาพสินค้า เอกสารขาย และสื่อโฆษณาทุกปี
-ถ่ายภาพสินค้าทุกครั้งที่เปลี่ยนแพ็กเกจ พร้อมบันทึกวันที่
-ให้ใบกำกับภาษีระบุชื่อแบรนด์ ไม่ใช่แค่ชื่อสินค้าทั่วไป
-ใช้โลโก้ให้ตรงกับที่จดทะเบียน ถ้าจะรีแบรนด์ ควรพิจารณายื่นจดเครื่องหมายใหม่ด้วย
-ตรวจรายการสินค้าที่จดไว้ ว่าครอบคลุมสินค้าที่ขายจริง

สรุป

หลักฐานการใช้เครื่องหมายการค้าที่ดี ไม่ใช่แค่ "มีโลโก้" แต่ต้องแสดงให้เห็นว่าแบรนด์นั้นอยู่บนสินค้าจริง ถูกขายจริง และระบุเวลาได้ เริ่มเก็บตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้แบรนด์ของคุณปลอดภัยในระยะยาว

ปรึกษาเรื่องจดและดูแลเครื่องหมายการค้ากับ PATENTTHAI
📞 085-498-2997 | LINE: @patentthai

บทความนี้มีประโยชน์ต่อธุรกิจของคุณหรือไม่? ปรึกษาเรื่องนี้กับทนายความฟรี