ย้อนกลับไปหน้าบทความทั้งหมด
เครื่องหมายการค้า 06 Oct 2026

ชื่อไทยไม่เหมือน แต่แปลเป็นความหมายเดียวกับแบรนด์เดิม เสี่ยงไหม?

ทีมที่ปรึกษา PatentThai
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย IP
ชื่อไทยไม่เหมือน แต่แปลเป็นความหมายเดียวกับแบรนด์เดิม เสี่ยงไหม?

ชื่อไทยไม่เหมือน แต่แปลแล้วความหมายตรงกับแบรนด์เดิม เสี่ยงไหม?
คำตอบสั้น ๆ เสี่ยงครับ ในการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าสองชื่อ "คล้ายกัน" หรือไม่ นายทะเบียนไม่ได้ดูแค่ตัวอักษรหรือเสียงอ่าน แต่ดู ความหมาย ด้วย ถ้าชื่อของคุณแปลแล้วสื่อความหมายเดียวกับแบรนด์ที่จดทะเบียนไว้แล้ว และใช้กับสินค้าประเภทเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน ก็มีโอกาสถูกปฏิเสธการจดทะเบียน หรือถูกเจ้าของแบรนด์เดิมคัดค้านได้

ทำไมชื่อไม่เหมือน แต่ยังถือว่า "คล้าย"?

หลายคนคิดว่าแค่เปลี่ยนภาษา ก็กลายเป็นชื่อใหม่แล้ว เช่น

-แบรนด์เดิมชื่อ "ซันไลท์" (Sunlight)
-เราตั้งชื่อใหม่ว่า "พระอาทิตย์"

ดูด้วยตาไม่เหมือนกันเลย อ่านออกเสียงก็ต่างกัน แต่ถ้าถามว่า สองชื่อนี้สื่อถึงอะไร คำตอบคือ "แสงอาทิตย์" เหมือนกัน

กฎหมายเครื่องหมายการค้ามีหลักใหญ่อยู่ข้อเดียว คือ ต้องไม่ทำให้ผู้บริโภคสับสนหรือหลงผิดว่าสินค้ามาจากเจ้าของเดียวกัน ลองนึกภาพลูกค้าที่คุ้นกับแบรนด์ภาษาอังกฤษ พอเห็นสินค้าประเภทเดียวกันชื่อภาษาไทยที่แปลตรงตัว อาจเข้าใจว่าเป็น "เวอร์ชันภาษาไทย" ของแบรนด์เดิม นี่แหละคือความสับสนที่กฎหมายไม่อยากให้เกิด

นายทะเบียนดูอะไรบ้าง เวลาตัดสินว่าชื่อคล้ายกัน?

ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 (มาตรา 13) เครื่องหมายที่เหมือนหรือคล้ายกับของคนอื่นที่จดไว้แล้ว จนอาจทำให้ประชาชนสับสน จะจดทะเบียนไม่ได้ ในทางปฏิบัติจะดูหลายมุมประกอบกัน

-รูปลักษณ์ ตัวอักษร โลโก้ สี การจัดวาง หน้าตาคล้ายกันไหม
-เสียงเรียกขาน อ่านออกเสียงแล้วคล้ายกันไหม
-ความหมาย แปลแล้วหรือสื่อแล้ว ได้ความเดียวกันไหม
-ประเภทสินค้าหรือบริการ ขายของกลุ่มเดียวกันหรือเกี่ยวข้องกันไหม
-กลุ่มลูกค้า คนซื้อเป็นกลุ่มเดียวกันไหม

จุดที่หลายคนมองข้าม และเป็นต้นเหตุให้คำขอถูกปฏิเสธบ่อยกว่าที่คิด

กรณีไหนเสี่ยงมาก กรณีไหนเสี่ยงน้อย

กรณีเสี่ยงมาก

-แปลตรงตัวคำต่อคำ เช่น Golden Fish → ปลาทอง, White Horse → ม้าขาว
-ขายสินค้าประเภทเดียวกันกับแบรนด์เดิม
-แบรนด์เดิมเป็นที่รู้จักแพร่หลาย (เครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงจะได้รับความคุ้มครองกว้างกว่าปกติ แม้ข้ามประเภทสินค้า)
-ใช้โลโก้ สี หรือภาพที่ชวนให้นึกถึงแบรนด์เดิม เช่น ใช้รูปพระอาทิตย์คล้ายของเขา

กรณีเสี่ยงน้อยลง

-สินค้าคนละกลุ่มกันชัดเจน และแบรนด์เดิมไม่ได้มีชื่อเสียงมาก
-คำนั้นเป็นคำทั่วไปที่หลายแบรนด์ใช้ร่วมกันในหลายบริบท
-ชื่อมีส่วนประกอบอื่นที่โดดเด่นจนผู้บริโภคแยกออกได้ง่าย

ทั้งนี้แต่ละกรณีต้องพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป ไม่มีสูตรตายตัว

ถ้าฝืนใช้ จะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง?

-ยื่นจดแล้วถูกปฏิเสธ เสียทั้งเวลาและค่าธรรมเนียม
-ถูกเจ้าของแบรนด์เดิมยื่นคัดค้าน ในช่วงประกาศโฆษณา
-จดได้แล้ว แต่ถูกขอเพิกถอนภายหลัง
-ถูกฟ้องร้อง ทั้งทางแพ่ง (เรียกค่าเสียหาย) และอาจมีความผิดทางอาญาฐานเลียนเครื่องหมายการค้า
-ต้องรีแบรนด์กลางทาง เปลี่ยนแพ็กเกจ ป้าย เพจ เว็บไซต์ทั้งหมด ซึ่งมักแพงกว่าการตรวจสอบตั้งแต่แรกหลายเท่า

วิธีเช็กก่อนตั้งชื่อแบรนด์ ทำได้ง่าย ๆ

-แปลชื่อของคุณเป็นภาษาอังกฤษ (และภาษาอื่นที่เกี่ยวข้อง) แล้วลองค้นว่ามีแบรนด์ไหนใช้อยู่แล้วบ้าง
-ค้นในฐานข้อมูลกรมทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งชื่อภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และคำที่มีความหมายเดียวกัน
-ดูประเภทสินค้า (จำพวก) ว่าชื่อที่เจอจดไว้ในกลุ่มเดียวกับเราไหม
-เช็กโลโก้และภาพประกอบ ด้วย ไม่ใช่แค่ชื่อ
-ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนยื่นจด เพื่อประเมินความเสี่ยงจริง

สรุป

ชื่อแบรนด์ที่ "ดูไม่เหมือน" ไม่ได้แปลว่า "ไม่คล้าย" เสมอไป ในสายตากฎหมาย ความหมายก็นับ ถ้าคุณกำลังตั้งชื่อไทยที่แปลแล้วตรงกับแบรนด์ที่มีอยู่ ควรตรวจสอบให้ดีก่อนลงทุน

📞 ปรึกษาเรื่องตรวจสอบและจดเครื่องหมายการค้ากับ PatentThai
โทร 085-498-2997 | LINE: @patentthai

บทความนี้มีประโยชน์ต่อธุรกิจของคุณหรือไม่? ปรึกษาเรื่องนี้กับทนายความฟรี