ย้อนกลับไปหน้าบทความทั้งหมด
สิทธิบัตร 30 Sep 2026

ซ่อมสินค้าที่มีสิทธิบัตร ต่างจากผลิตชิ้นใหม่แทนอย่างไร?

ทีมที่ปรึกษา PatentThai
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย IP
ซ่อมสินค้าที่มีสิทธิบัตร ต่างจากผลิตชิ้นใหม่แทนอย่างไร?

ซ่อมสินค้าที่มีสิทธิบัตร ต่างจากผลิตชิ้นใหม่แทนอย่างไร? ทำแบบไหนไม่ผิดกฎหมาย

คำตอบสั้น ๆ: การซ่อมสินค้าที่มีสิทธิบัตรที่เราซื้อมาอย่างถูกต้อง เช่น เปลี่ยนอะไหล่ที่สึกหรอ หรือแก้จุดที่เสีย เพื่อให้ใช้งานต่อได้ตามปกติ โดยทั่วไป ไม่ถือว่าละเมิดสิทธิบัตร แต่ถ้าเป็นการรื้อสร้างใหม่จนกลายเป็นสินค้าชิ้นใหม่ หรือผลิตชิ้นส่วนสำคัญที่เป็นหัวใจของสิ่งประดิษฐ์ขึ้นมาเองเพื่อขาย อาจเข้าข่าย "ผลิต" ซึ่งเป็นสิทธิของเจ้าของสิทธิบัตรเท่านั้น และเสี่ยงถูกฟ้องได้

ทำไมซื้อของมาแล้ว ถึงยังต้องระวังเรื่องสิทธิบัตร?

หลายคนคิดว่าเมื่อจ่ายเงินซื้อสินค้ามาแล้ว ของชิ้นนั้นเป็นของเรา จะทำอะไรก็ได้ ซึ่งถูกเพียงครึ่งเดียว

ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 เจ้าของสิทธิบัตรมีสิทธิแต่ผู้เดียวในการ ผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย และนำเข้า สินค้าตามสิทธิบัตร

เมื่อเจ้าของสิทธิบัตรขายสินค้าออกมาแล้ว กฎหมายมีหลักที่เรียกว่า "หลักการสิ้นสิทธิ" หมายความว่าผู้ซื้อสามารถนำสินค้าชิ้นนั้นไปใช้ ขายต่อ หรือดูแลรักษาได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตอีก

แต่หลักนี้ครอบคลุมเฉพาะ สินค้าชิ้นที่ซื้อมา เท่านั้น ไม่ได้ให้สิทธิเราไป "สร้างชิ้นใหม่" ขึ้นมา นี่จึงเป็นจุดที่ต้องแยกให้ออกว่า สิ่งที่เราทำคือ "การซ่อม" หรือ "การผลิตใหม่"

การซ่อม คืออะไร?

การซ่อม คือ การทำให้สินค้าชิ้นเดิมกลับมาใช้งานได้ตามอายุการใช้งานปกติ ตัวอย่างที่มักถือว่าเป็นการซ่อม เช่น

-เปลี่ยนแบตเตอรี่ สายไฟ หรือยางที่เสื่อมตามเวลา
-เปลี่ยนชิ้นส่วนที่สึกหรอเร็ว ซึ่งผู้ผลิตคาดไว้อยู่แล้วว่าต้องเปลี่ยนบ่อย
-ทำความสะอาด ขันน็อต ปรับแต่ง หรือแก้จุดที่ชำรุด
-เปลี่ยนอะไหล่ทีละชิ้น ในเวลาที่ต่างกัน ตามที่ชิ้นนั้นเสีย

จุดสำคัญคือ ตัวสินค้ายังเป็นชิ้นเดิม เพียงแต่ได้รับการดูแลให้ใช้งานต่อได้

การผลิตชิ้นใหม่แทน (สร้างใหม่) คืออะไร?

การผลิตใหม่ คือการทำให้เกิดสินค้าตามสิทธิบัตรขึ้นมาอีกชิ้น แม้จะใช้ซากของเดิมบางส่วนก็ตาม ลักษณะที่มักเข้าข่าย เช่น

-สินค้าพังจนหมดสภาพ แล้วรื้อประกอบใหม่เกือบทั้งหมดให้กลับมาเป็นของใหม่
-ผลิตชิ้นส่วนหลักที่เป็น หัวใจของสิ่งประดิษฐ์ ตามสิทธิบัตรขึ้นมาเอง
-นำของเก่าหลาย ๆ ชิ้นมารวมกัน ประกอบเป็นสินค้าใหม่เพื่อขาย
-ดัดแปลงสินค้าที่ออกแบบมาให้ใช้ครั้งเดียว ให้กลับมาใช้ซ้ำในเชิงพาณิชย์ โดยเปลี่ยนส่วนที่เป็นสาระสำคัญของสิทธิบัตร

กรณีแบบนี้ ศาลในหลายประเทศมองว่าเป็นการ "ผลิต" ไม่ใช่การซ่อม จึงอาจละเมิดสิทธิบัตร

4 คำถามช่วยเช็กว่า "ซ่อม" หรือ "ผลิตใหม่"

กฎหมายไทยไม่ได้เขียนเส้นแบ่งไว้ตรง ๆ แต่ในทางปฏิบัติ มักพิจารณาจากประเด็นเหล่านี้

1. ชิ้นส่วนที่เปลี่ยน เป็นหัวใจของสิ่งประดิษฐ์หรือไม่?
ถ้าเปลี่ยนแค่ชิ้นส่วนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในข้อถือสิทธิของสิทธิบัตร มักไม่มีปัญหา แต่ถ้าชิ้นส่วนนั้นคือสิ่งที่ได้รับความคุ้มครอง ความเสี่ยงจะสูงขึ้นมาก

2. สินค้าหมดอายุการใช้งานไปแล้วหรือยัง?
ถ้าสินค้าเสื่อมสภาพจนหมดอายุตามธรรมชาติแล้ว การทำให้กลับมาใช้ได้ใหม่ทั้งชิ้น มักถูกมองว่าเป็นการสร้างใหม่

3. ผู้ผลิตตั้งใจให้ชิ้นส่วนนั้นเปลี่ยนได้หรือไม่?
ชิ้นส่วนที่ออกแบบมาให้เปลี่ยนเป็นประจำ เช่น ไส้กรอง หรือใบมีด มักถือเป็นการซ่อมหรือบำรุงรักษา

4. ทำเพื่อใช้เอง หรือเพื่อขายเชิงพาณิชย์?
การซ่อมของตัวเองเพื่อใช้เองมีความเสี่ยงต่ำ แต่ถ้าทำเป็นธุรกิจ รับซื้อของเก่ามาปรับใหม่แล้วขาย ต้องตรวจสอบสิทธิบัตรให้รอบคอบ

ตัวอย่างใกล้ตัว

ตัวอย่างที่ 1: ร้านซ่อมเครื่องกรองน้ำ
ร้านเปลี่ยนไส้กรองและซ่อมปั๊มให้ลูกค้า แบบนี้คือการซ่อมทั่วไป ทำได้

ตัวอย่างที่ 2: โรงงานรีไซเคิลตลับหมึก
ถ้าแค่เติมหมึกให้ตลับเดิม มักถือเป็นการใช้ต่อ แต่ถ้ารื้อเปลี่ยนส่วนที่เป็นเทคโนโลยีตามสิทธิบัตร แล้วนำไปขายเป็นสินค้าใหม่ อาจเข้าข่ายละเมิด เคยมีคดีลักษณะนี้ในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ที่ศาลตัดสินว่าเป็นการผลิตใหม่

ตัวอย่างที่ 3: ผลิตอะไหล่ขายเอง
ผลิตอะไหล่ทั่วไปที่ไม่ติดสิทธิบัตรขาย มักไม่ผิด แต่ถ้าอะไหล่นั้นมีสิทธิบัตรคุ้มครองอยู่เอง การผลิตขายโดยไม่ได้รับอนุญาตถือว่าละเมิดทันที

ถ้าละเมิดสิทธิบัตร จะเจออะไร?

ตามกฎหมายไทย ผู้ละเมิดสิทธิบัตรการประดิษฐ์อาจมีโทษ จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจถูกเรียกค่าเสียหายทางแพ่งเพิ่มเติม รวมถึงต้องหยุดผลิตหรือขายสินค้านั้น

สำหรับผู้ประกอบการ ความเสียหายด้านชื่อเสียงและต้นทุนธุรกิจที่ต้องหยุดชะงัก อาจหนักกว่าค่าปรับเสียอีก

ก่อนเริ่มธุรกิจซ่อมหรือรีเฟอร์บิช ควรทำอะไร?

-ตรวจสอบว่าสินค้าหรืออะไหล่นั้นมีสิทธิบัตรในไทยที่ยังมีผลอยู่หรือไม่ (ค้นได้จากฐานข้อมูลของกรมทรัพย์สินทางปัญญา)
-อ่านข้อถือสิทธิ เพื่อดูว่าส่วนไหนได้รับความคุ้มครองจริง
-หลีกเลี่ยงการผลิตหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนที่เป็นสาระสำคัญของสิ่งประดิษฐ์
-หากไม่แน่ใจ ปรึกษาตัวแทนสิทธิบัตรหรือนักกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาก่อนลงทุน

สรุป: "ซ่อม" คือการดูแลของชิ้นเดิมให้ใช้ต่อได้ ส่วน "ผลิตใหม่" คือการทำให้เกิดสินค้าตามสิทธิบัตรขึ้นมาอีกชิ้น เส้นแบ่งอยู่ที่ว่าเราเปลี่ยนส่วนไหน และสินค้ายังเป็นชิ้นเดิมหรือไม่ หากทำธุรกิจเกี่ยวกับการซ่อมหรือรีเฟอร์บิช การตรวจสอบสิทธิบัตรล่วงหน้าคือวิธีป้องกันความเสี่ยงที่คุ้มค่าที่สุด

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะ

📞 ปรึกษา PATENTTHAI ได้ที่ 085-498-2997
💬 LINE: @patentthai

บทความนี้มีประโยชน์ต่อธุรกิจของคุณหรือไม่? ปรึกษาเรื่องนี้กับทนายความฟรี