นำเข้าสินค้าที่ผลิตในต่างประเทศ ด้วยกรรมวิธีที่มีสิทธิบัตรในไทย เสี่ยงหรือไม่?
คำตอบสั้น ๆ คือ "เสี่ยง" ถ้ากรรมวิธีนั้นมีสิทธิบัตรที่ยังคุ้มครองอยู่ในประเทศไทย การนำสินค้าที่ผลิตด้วยกรรมวิธีนั้นเข้ามาขายในไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิบัตร อาจถือเป็นการละเมิดสิทธิบัตรได้ แม้การผลิตจะเกิดขึ้นนอกประเทศไทยทั้งหมดก็ตาม
หลายคนเข้าใจผิดว่า "ผลิตที่จีน ผลิตที่เวียดนาม ไม่เกี่ยวกับกฎหมายไทย" แต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้น บทความนี้จะอธิบายแบบเข้าใจง่ายว่าทำไมถึงเสี่ยง และผู้นำเข้าควรป้องกันตัวเองอย่างไร
สิทธิบัตรกรรมวิธีคืออะไร?
สิทธิบัตรมีสองแบบหลัก ๆ แบบแรกคือสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ ที่คุ้มครองตัวสินค้า อีกแบบคือ สิทธิบัตรกรรมวิธี ที่คุ้มครอง "วิธีการผลิต" เช่น ขั้นตอนการสกัดสารจากพืช วิธีขึ้นรูปพลาสติกแบบใหม่ หรือกระบวนการผลิตยาที่ได้ผลดีกว่าเดิม
จุดสำคัญ คือ กฎหมายสิทธิบัตรไทยไม่ได้คุ้มครองแค่ตัวขั้นตอนการผลิตเท่านั้น แต่ยังคุ้มครองไปถึง สินค้าที่ได้จากกรรมวิธีนั้นด้วย
ทำไมนำเข้าแล้วถึงผิดได้ ทั้งที่ไม่ได้ผลิตในไทย?
ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร มาตรา 36 เจ้าของสิทธิบัตรกรรมวิธีมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการใช้กรรมวิธีนั้น รวมถึงการผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย หรือ นำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยใช้กรรมวิธีที่ได้รับสิทธิบัตร
พูดง่าย ๆ คือ ถึงโรงงานจะอยู่ต่างประเทศ แต่ทันทีที่สินค้าเข้ามาในไทย ผู้นำเข้าก็อาจกลายเป็นคนที่ทำผิดเสียเอง และไม่ใช่แค่ผู้นำเข้า คนที่รับไปขายต่อหรือวางขายหน้าร้านก็อาจมีความเสี่ยงไปด้วย
ถ้าละเมิดจริง จะเจออะไรบ้าง?
ความเสี่ยงมีทั้งทางแพ่งและทางอาญา ได้แก่
-ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหาย จากเจ้าของสิทธิบัตร
-ถูกศาลสั่งให้หยุดนำเข้าหรือหยุดขาย ซึ่งอาจทำให้สต็อกสินค้าที่ลงทุนไปแล้วขายไม่ได้
-โทษทางอาญา ตามมาตรา 85 คือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
-เสียชื่อเสียงทางธุรกิจ โดยเฉพาะถ้าลูกค้าหรือคู่ค้ารู้ว่าสินค้ามีปัญหาทางกฎหมาย
"ไม่รู้ว่าโรงงานใช้วิธีไหนผลิต" ใช้เป็นข้ออ้างได้ไหม?
ใช้ยาก เพราะกฎหมายสิทธิบัตรไทยมีหลักที่เป็นประโยชน์ต่อเจ้าของสิทธิบัตรกรรมวิธี คือ หากสินค้าที่นำเข้ามาเหมือนกับสินค้าที่ได้จากกรรมวิธีที่จดสิทธิบัตรไว้ ศาลอาจให้ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาเป็นคนพิสูจน์เองว่าใช้วิธีผลิตที่แตกต่าง
ปัญหา คือ ผู้นำเข้าส่วนใหญ่ไม่มีข้อมูลขั้นตอนการผลิตของโรงงานต่างประเทศเลย ทำให้พิสูจน์ได้ยากมาก นี่คือเหตุผลที่ต้องตรวจสอบก่อนนำเข้า ไม่ใช่รอให้มีปัญหาแล้วค่อยแก้
กรณีไหนที่นำเข้าได้โดยไม่ผิด?
ไม่ใช่ทุกกรณีจะผิด ลองดูสถานการณ์เหล่านี้
กรรมวิธีนั้นไม่ได้จดสิทธิบัตรในไทย สิทธิบัตรคุ้มครองเฉพาะประเทศที่จดทะเบียน ถ้าจดไว้แค่ในจีนหรือสหรัฐฯ แต่ไม่ได้จดในไทย ก็ไม่มีผลบังคับในไทย
สิทธิบัตรหมดอายุแล้ว สิทธิบัตรการประดิษฐ์ มีอายุ 20 ปี นับจากวันยื่นคำขอ เมื่อหมดอายุหรือถูกยกเลิก ใครก็ใช้ได้
ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิบัตร เช่น มีสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ หรือสินค้านั้นถูกขายออกมาโดยเจ้าของสิทธิบัตรเองหรือได้รับความยินยอมจากเจ้าของสิทธิบัตรแล้ว
ใช้กรรมวิธีที่แตกต่างจริง ถ้าสินค้าผลิตด้วยวิธีที่ไม่อยู่ในขอบเขตข้อถือสิทธิของสิทธิบัตร ก็ไม่ถือว่าละเมิด แต่ต้องมีหลักฐานยืนยันได้
ผู้นำเข้าควรป้องกันตัวเองอย่างไร?
1. ตรวจสอบสิทธิบัตรก่อนสั่งของ
ค้นหาข้อมูลในฐานข้อมูลของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ว่ามีสิทธิบัตรกรรมวิธีที่เกี่ยวข้องกับสินค้าของคุณหรือไม่ และยังมีผลอยู่หรือเปล่า
2. ขอข้อมูลการผลิตจากผู้ผลิต
ขอให้โรงงานยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าใช้กรรมวิธีใด และไม่ละเมิดสิทธิบัตรของผู้อื่น
3. เขียนสัญญาให้รัดกุม
ใส่ข้อตกลงรับประกันว่าไม่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และให้ผู้ผลิตรับผิดชอบค่าเสียหายหากเกิดปัญหา
4. ทำ Freedom to Operate (FTO)
คือการให้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าสินค้าของคุณสามารถทำตลาดในไทยได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ เหมาะมากสำหรับสินค้าที่นำเข้าล็อตใหญ่หรือวางแผนขายระยะยาว
5. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิบัตร
การอ่านข้อถือสิทธิของสิทธิบัตรต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ การปรึกษาตั้งแต่ต้นมักถูกกว่าค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีหลายเท่า
อย่าเพิกเฉยและอย่าเพิ่งตอบโต้เอง ควรรวบรวมเอกสารการนำเข้าและข้อมูลผู้ผลิต แล้วปรึกษาทนายความด้านสิทธิบัตรโดยเร็ว
สรุป
การนำเข้าสินค้าที่ผลิตในต่างประเทศด้วยกรรมวิธีที่มีสิทธิบัตรในไทย มีความเสี่ยงจริง เพราะกฎหมายคุ้มครองไปถึงการนำเข้าและการขายสินค้าที่ได้จากกรรมวิธีนั้น การตรวจสอบสิทธิบัตรล่วงหน้า ทำสัญญากับผู้ผลิตให้รัดกุม และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ คือวิธีที่ช่วยให้ธุรกิจนำเข้าเดินหน้าได้อย่างมั่นใจ
📞 ปรึกษา PATENTTHAI ได้ที่ 085-498-2997
💬 LINE: @patentthai