จดสิทธิบัตรส่วนปรับปรุงได้แล้ว! พัฒนาของเดิมให้ดีขึ้น โดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่
ลองนึกภาพว่าคุณคิดค้นเครื่องจักรสักเครื่องและจดสิทธิบัตรไว้เรียบร้อยแล้ว ผ่านไปไม่กี่เดือน ทีมงานพบวิธีทำให้เครื่องทำงานเร็วขึ้น ประหยัดไฟขึ้น หรือผลิตได้ถูกลง คำถามที่ตามมาคือ จะปกป้องส่วนที่ปรับปรุงนี้อย่างไร
เดิมทีหลายคนต้องเลือกระหว่างยื่นคำขอใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งมีโอกาสถูกปฏิเสธเพราะ "ดูคล้ายของเดิมเกินไป" หรือปล่อยไว้โดยไม่คุ้มครองเลย ตอนนี้แนวทาง จดสิทธิบัตรส่วนปรับปรุง โดยผูกกับสิทธิบัตรต้นทางเข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้
สิทธิบัตรส่วนปรับปรุงคืออะไร?
สิทธิบัตรส่วนปรับปรุง คือ การขอความคุ้มครองให้กับ "ส่วนที่พัฒนาเพิ่ม" จากสิ่งประดิษฐ์ที่เราจดสิทธิบัตรหรือยื่นคำขอไว้แล้ว โดยใช้สิทธิบัตรเดิมเป็นฐาน ในต่างประเทศเรียกว่า Patent of Addition
พูดง่าย ๆ คือ ไม่ต้องสร้างบ้านหลังใหม่ แค่ต่อเติมห้องจากบ้านหลังเดิม และห้องที่ต่อเติมก็ได้รับการคุ้มครองไปพร้อมกับตัวบ้าน
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับนักประดิษฐ์และผู้ประกอบการ?
นวัตกรรมส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียวแล้วจบ แต่ค่อย ๆ พัฒนาจากเสียงตอบรับของลูกค้าและตลาด ถ้าส่วนที่ปรับปรุงไม่ได้รับการคุ้มครอง คู่แข่งอาจหยิบไอเดียไปทำต่อได้ทันที ขณะที่เราลงทุนวิจัยไปแล้ว
สิทธิบัตรส่วนปรับปรุงช่วยให้คุณ
-ปกป้องสินค้ารุ่นใหม่ได้ต่อเนื่อง ไม่มีช่องว่างให้คู่แข่งแทรก
-ไม่ต้องเริ่มกระบวนการทั้งหมดใหม่ ลดเวลาและเอกสาร
-ประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะในระบบลักษณะนี้มักไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปีแยกจากสิทธิบัตรหลัก
-สร้างกำแพงป้องกันรอบสินค้าหลักให้แน่นขึ้น ทั้งตัวต้นฉบับและรุ่นปรับปรุง
ใครยื่นจดสิทธิบัตรส่วนปรับปรุงได้บ้าง?
หลักทั่วไปของระบบนี้คือ ผู้ยื่นต้องเป็น เจ้าของสิทธิบัตรต้นทางคนเดียวกัน หรือผู้ที่มีสิทธิในคำขอรับสิทธิบัตรเดิม เพราะส่วนปรับปรุงต้องผูกอยู่กับสิ่งประดิษฐ์หลักเสมอ
ตัวอย่างผู้ที่ได้ประโยชน์ชัดเจน
-SME ที่พัฒนาสินค้าเป็นรุ่น ๆ เช่น เครื่องมือเกษตร อุปกรณ์ครัว
-โรงงานที่ปรับกระบวนการผลิตให้ดีขึ้นอยู่เสมอ
-สตาร์ทอัพและมหาวิทยาลัยที่ต่อยอดงานวิจัยจากผลงานเดิม
ส่วนปรับปรุงแบบไหนที่ขอความคุ้มครองได้?
ต้องเป็นการ ปรับปรุงหรือดัดแปลงจากสิ่งประดิษฐ์เดิมจริง ๆ ไม่ใช่แค่มีบางชิ้นส่วนคล้ายกัน เช่น
-เปลี่ยนโครงสร้างให้แข็งแรงขึ้นหรือเบาลง
-เพิ่มกลไกที่ทำให้ใช้งานง่ายหรือปลอดภัยขึ้น
-ปรับสูตรหรือขั้นตอนให้ได้ผลลัพธ์ดีขึ้น
-ลดต้นทุนการผลิตด้วยวิธีทางเทคนิคใหม่
ตัวอย่าง: คุณจดสิทธิบัตรเครื่องปอกผลไม้ไว้แล้ว ต่อมาพัฒนาใบมีดแบบใหม่ที่ปรับระดับความหนาได้ ส่วนใบมีดนี้คือ "ส่วนปรับปรุง" ที่ยื่นขอความคุ้มครองโดยอ้างอิงสิทธิบัตรเครื่องปอกผลไม้เดิมได้
อายุความคุ้มครองของสิทธิบัตรส่วนปรับปรุงนานแค่ไหน?
โดยหลักแล้ว สิทธิบัตรส่วนปรับปรุง มีอายุสิ้นสุดพร้อมสิทธิบัตรหลัก ไม่ได้เริ่มนับใหม่ เช่น หากสิทธิบัตรการประดิษฐ์ต้นทางมีอายุ 20 ปีนับจากวันยื่นคำขอ ส่วนปรับปรุงก็คุ้มครองถึงวันเดียวกัน
ข้อดีคือบริหารจัดการง่าย ทุกอย่างหมดอายุพร้อมกัน ข้อควรรู้คือ ถ้าส่วนที่ปรับปรุงเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ก้าวหน้ามาก การยื่นเป็นสิทธิบัตรฉบับใหม่แยกต่างหากอาจคุ้มกว่า เพราะจะได้อายุคุ้มครองเต็ม
สิทธิบัตรส่วนปรับปรุง ต่างจากการยื่นคำขอใหม่อย่างไร?
การยื่นคำขอใหม่ สิ่งประดิษฐ์ต้องผ่านเกณฑ์ "ขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น" ด้วยตัวเอง ซึ่งการปรับปรุงเล็ก ๆ น้อย ๆ มักผ่านเกณฑ์นี้ยาก เพราะผู้ตรวจสอบมองว่าใกล้เคียงของเดิม
ส่วนสิทธิบัตรส่วนปรับปรุงพิจารณาโดยดูจากความสัมพันธ์กับสิ่งประดิษฐ์หลัก จึงเหมาะกับการพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป ส่วนการยื่นใหม่เหมาะกับนวัตกรรมที่ก้าวกระโดด
ขั้นตอนเบื้องต้นก่อนยื่นจดสิทธิบัตรส่วนปรับปรุง
1.ตรวจสถานะสิทธิบัตรต้นทาง ว่ายังมีผลอยู่ หรือคำขอยังอยู่ระหว่างพิจารณา
2.สรุปให้ชัดว่าปรับปรุงอะไร และดีขึ้นกว่าเดิมอย่างไรในทางเทคนิค
3.เตรียมเอกสาร รายละเอียดการประดิษฐ์ ข้อถือสิทธิ และภาพประกอบของส่วนที่ปรับปรุง
4.ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประเมินว่าควรยื่นเป็นส่วนปรับปรุง หรือยื่นเป็นสิทธิบัตรฉบับใหม่จะคุ้มกว่า
สรุป
จดสิทธิบัตรส่วนปรับปรุงได้แล้ว เป็นข่าวดีสำหรับนักประดิษฐ์และผู้ประกอบการที่พัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง คุณสามารถต่อยอดจากสิทธิบัตรต้นทาง ปกป้องทุกเวอร์ชันของนวัตกรรม และประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย หากกำลังพัฒนาสินค้ารุ่นใหม่ ควรวางแผนสิทธิบัตรตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่ไอเดียจะหลุดไปถึงมือคู่แข่ง
📞 ปรึกษา PATENTTHAI ได้ที่ 085-498-2997
💬 LINE: @patentthai