ผลงานวิจัยในมหาวิทยาลัย ใครมีสิทธิยื่นจดสิทธิบัตร?
คำตอบสั้น ๆ: ส่วนใหญ่ สิทธิยื่นจดสิทธิบัตรผลงานวิจัยในมหาวิทยาลัยมักเป็นของ "มหาวิทยาลัย" ไม่ใช่ตัวนักวิจัยคนเดียว ส่วนนักวิจัยยังได้ชื่อเป็น "ผู้ประดิษฐ์" และมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์ แต่คำตอบจริงขึ้นอยู่กับ 3 เรื่องหลัก คือ คุณเป็นใครในมหาวิทยาลัย ใครเป็นผู้ให้ทุน และมีสัญญาหรือระเบียบกำหนดไว้อย่างไร
หลายคนคิดว่า "ฉันคิดเอง ทำเอง ฉันก็ต้องเป็นเจ้าของ" ซึ่งไม่ผิดเสียทีเดียว แต่ในโลกของสิทธิบัตร เรื่องนี้ซับซ้อนกว่านั้นนิดหน่อย มาดูกันทีละกรณี
"ผู้ประดิษฐ์" กับ "ผู้มีสิทธิยื่นจด" ไม่ใช่คนเดียวกันเสมอ
นี่คือจุดที่คนสับสนมากที่สุด
ผู้ประดิษฐ์ คือ คนที่คิดค้นงานนั้นขึ้นมาจริง ๆ ชื่อของเขาจะปรากฏในคำขอสิทธิบัตรเสมอ ไม่มีใครเอาไปได้
ผู้มีสิทธิยื่นจด (เจ้าของสิทธิ) คือคนหรือหน่วยงานที่ถือสิทธิในการนำงานไปจด ขาย หรืออนุญาตให้คนอื่นใช้ ซึ่งอาจเป็นคนละคนกับผู้ประดิษฐ์ก็ได้
เปรียบง่าย ๆ เหมือนพ่อครัวที่คิดสูตรอาหารให้ร้าน เขาคือคนคิดสูตร แต่ถ้าคิดขึ้นในเวลางานและใช้วัตถุดิบของร้าน สูตรนั้นอาจเป็นของร้าน
กรณีที่ 1: อาจารย์และนักวิจัยที่เป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัย
ตามหลักของ พ.ร.บ.สิทธิบัตร ถ้าการประดิษฐ์เกิดขึ้นจากการทำงานตามสัญญาจ้าง สิทธิยื่นจดจะตกเป็นของนายจ้าง เว้นแต่จะตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ส่วนลูกจ้างผู้ประดิษฐ์ก็มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนพิเศษ
ในทางปฏิบัติ มหาวิทยาลัยเกือบทุกแห่งมี "ระเบียบว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญา" ของตัวเอง ซึ่งมักกำหนดว่า งานวิจัยที่ทำในหน้าที่ ใช้เงิน ห้องแล็บ หรืออุปกรณ์ของมหาวิทยาลัย ให้มหาวิทยาลัยเป็นผู้ยื่นจด และแบ่งรายได้จากการนำไปใช้เชิงพาณิชย์ให้นักวิจัยตามสัดส่วนที่กำหนด
สิ่งที่ควรทำ: อ่านระเบียบทรัพย์สินทางปัญญาของมหาวิทยาลัยตัวเองก่อนเสมอ และติดต่อหน่วยจัดการทรัพย์สินทางปัญญา (มักเรียกว่า TLO หรือ IP Office)
กรณีที่ 2: นักศึกษาที่ทำวิทยานิพนธ์หรือโปรเจกต์
นักศึกษาไม่ใช่ลูกจ้างของมหาวิทยาลัย หลักเรื่องนายจ้างจึงใช้ตรง ๆ ไม่ได้ แต่ไม่ได้แปลว่านักศึกษาเป็นเจ้าของ 100% เสมอไป
ถ้านักศึกษา ได้รับทุนการศึกษาหรือทุนวิจัยจากมหาวิทยาลัย ใช้ห้องแล็บและเครื่องมือของมหาวิทยาลัย ทำงานภายใต้โครงการวิจัยของอาจารย์ที่ปรึกษา หรือเคยเซ็นข้อตกลงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาไว้ตอนรับทุนหรือเข้าโครงการ สิทธิก็อาจเป็นของมหาวิทยาลัย หรือเป็นของร่วมกันได้
นอกจากนี้ ถ้าอาจารย์ที่ปรึกษามีส่วนคิดค้นจริง อาจารย์ก็ต้องมีชื่อเป็นผู้ประดิษฐ์ร่วมด้วย
กรณีที่ 3: งานวิจัยที่ได้ทุนจากภาครัฐ
ตรงนี้มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม (TRIUP Act) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 6 พฤษภาคม 2565 ทำให้นักวิจัยหรือผู้รับทุนสามารถเป็นเจ้าของผลงานวิจัยที่ได้รับทุนจากหน่วยงานรัฐ และนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือสาธารณประโยชน์ได้กว้างขึ้น
พูดง่าย ๆ คือ จากเดิมที่ผลงานมักตกเป็นของหน่วยงานให้ทุน ตอนนี้กรรมสิทธิ์ย้ายมาอยู่ฝั่ง "ผู้รับทุน" ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และนักวิจัย แต่ผู้รับทุนก็มีหน้าที่ต้องรายงานผลและผลักดันให้งานถูกนำไปใช้จริงด้วย
กรณีที่ 4: งานวิจัยร่วมกับเอกชน
ถ้าบริษัทเอกชนจ้างหรือร่วมทุนวิจัยกับมหาวิทยาลัย ใครเป็นเจ้าของจะขึ้นอยู่กับ สัญญา เป็นหลัก อาจเป็นของบริษัท ของมหาวิทยาลัย หรือเป็นเจ้าของร่วมกัน ดังนั้นต้องตกลงเรื่องนี้ให้ชัดตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ ไม่ใช่มาคุยกันตอนงานสำเร็จแล้ว
เช็กลิสต์ก่อนยื่นจดสิทธิบัตรผลงานวิจัย
1.ตรวจว่างานนี้ได้ทุนจากใคร และสัญญาทุนเขียนเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาไว้อย่างไร
2.อ่านระเบียบทรัพย์สินทางปัญญาของมหาวิทยาลัย
3.รวบรวมรายชื่อผู้ประดิษฐ์ร่วมให้ครบและถูกต้อง
4.อย่าเพิ่งตีพิมพ์หรือนำเสนอผลงานต่อสาธารณะ เพราะการเปิดเผยก่อนยื่นคำขออาจทำให้งานเสียความใหม่ และจดสิทธิบัตรไม่ได้
5.ปรึกษาหน่วย IP ของมหาวิทยาลัยหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิบัตร
สรุป
ผลงานวิจัยในมหาวิทยาลัย "ใครมีสิทธิยื่นสิทธิบัตร" ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกกรณี แต่หลักจำง่าย ๆ คือ ดูว่าใครจ้าง ใครให้ทุน และสัญญาเขียนไว้อย่างไร ไม่ว่าสิทธิจะตกเป็นของใคร นักวิจัยยังคงเป็นผู้ประดิษฐ์และมีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตามกฎหมายและระเบียบ สิ่งสำคัญที่สุดคือเคลียร์เรื่องสิทธิให้ชัดและยื่นคำขอก่อนเผยแพร่ผลงาน
📞 ปรึกษา PATENTTHAI ได้ที่ 085-498-2997
💬 LINE: @patentthai