เอาหัวข้อข่าวมาเล่าต่อ ต่างจากคัดลอกเนื้อข่าวทั้งชิ้นอย่างไร? ทำแบบไหนไม่ผิดลิขสิทธิ์
คำตอบสั้น ๆ: การนำ "ข้อเท็จจริง" หรือหัวข้อข่าวมาเล่าใหม่ด้วยภาษาของตัวเอง โดยทั่วไป ไม่ผิดลิขสิทธิ์ เพราะกฎหมายไทยไม่คุ้มครองข่าวประจำวันที่เป็นเพียงข้อเท็จจริง แต่การ คัดลอกเนื้อข่าวทั้งชิ้น ไม่ว่าจะเป็นข้อความ ภาพ หรือวิดีโอ ถือว่าเสี่ยงละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะสิ่งที่นักข่าวเรียบเรียงขึ้นคือ "งานสร้างสรรค์" ที่มีเจ้าของ
ทุกวันนี้เพจข่าว ช่อง TikTok และบล็อกจำนวนมากหยิบข่าวมาเล่าต่อ บางคนโดนแจ้งลบโพสต์ บางคนโดนดำเนินคดี ในขณะที่อีกหลายคนทำได้สบาย ๆ ความต่างอยู่ที่ "วิธีเล่า" ล้วน ๆ บทความนี้จะอธิบายแบบเข้าใจง่ายว่าเส้นแบ่งอยู่ตรงไหน
ข่าวมีลิขสิทธิ์ไหม?
ต้องแยกให้ออกก่อนว่าในข่าวหนึ่งชิ้นมีอยู่ 2 ส่วน
ส่วนที่ 1 คือข้อเท็จจริง เช่น ใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร เกิดอุบัติเหตุบนถนนสายไหน ราคาน้ำมันขึ้นกี่บาท ส่วนนี้เป็นของทุกคน ไม่มีใครเป็นเจ้าของ พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 7 ระบุชัดว่า ข่าวประจำวันและข้อเท็จจริงที่เป็นเพียงข่าวสาร ไม่ถือเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์
ส่วนที่ 2 คือการเรียบเรียง ได้แก่ สำนวนภาษา การเลือกลำดับเล่า บทวิเคราะห์ ภาพถ่าย คลิปวิดีโอ และอินโฟกราฟิกที่สำนักข่าวทำขึ้น ส่วนนี้คือ "ผลงาน" ของนักข่าวและสำนักข่าว ซึ่งได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย
พูดง่าย ๆ คือ ข่าวไม่มีเจ้าของ แต่ "วิธีเขียนข่าว" มีเจ้าของ
เล่าข่าวต่อแบบไหนปลอดภัย?
การเล่าข่าวที่ถือว่าปลอดภัย คือการหยิบเฉพาะข้อเท็จจริงมาแล้วเขียนใหม่ทั้งหมดด้วยสำนวนของตัวเอง ตัวอย่างเช่น สำนักข่าวลงข่าวว่ามีการปรับขึ้นค่าทางด่วน คุณสามารถนำตัวเลข วันที่มีผล และเส้นทางที่ได้รับผลกระทบ มาเล่าในสไตล์ของคุณ เพิ่มมุมมองว่าคนขับรถทุกวันจะเสียเงินเพิ่มเดือนละเท่าไร แบบนี้คือการสร้างงานใหม่ ไม่ใช่การลอก
สิ่งที่ควรทำเมื่อเล่าข่าวต่อ
-เขียนด้วยภาษาของตัวเอง ไม่ใช่แค่สลับคำหรือเปลี่ยนคำพ้องความหมาย
-เพิ่มคุณค่าใหม่ เช่น ความเห็น การวิเคราะห์ ประสบการณ์ หรือสรุปให้เข้าใจง่ายขึ้น
-อ้างอิงแหล่งข่าวต้นทาง เพื่อความน่าเชื่อถือและความโปร่งใส
-ใช้ภาพที่ถ่ายเอง ภาพที่มีสิทธิ์ใช้ หรือทำกราฟิกขึ้นใหม่
แบบไหนเสี่ยงละเมิดลิขสิทธิ์?
พฤติกรรมที่เสี่ยงที่สุดและพบบ่อยในโซเชียลมีเดีย ได้แก่
-ก๊อปข้อความข่าวมาวางทั้งชิ้น แม้จะใส่เครดิตแหล่งที่มาก็ตาม
-ลอกเกือบทั้งหมด แค่ตัดหัวตัดท้าย หรือเปลี่ยนคำเล็กน้อย
-นำภาพข่าวหรือคลิปข่าวไปโพสต์ซ้ำ โดยเฉพาะภาพที่ช่างภาพของสำนักข่าวถ่ายไว้
-แคปหน้าจอข่าวทั้งบทความ แล้วโพสต์เพื่อเรียกยอดไลก์หรือยอดวิว
-อัดคลิปอ่านข่าวตามบทความคำต่อคำ โดยไม่มีเนื้อหาของตัวเองเพิ่มเลย
หลายคนเข้าใจผิดว่า "ใส่เครดิตแล้วไม่ผิด" ความจริงคือ การให้เครดิตไม่ได้ทำให้การคัดลอกกลายเป็นเรื่องถูกกฎหมาย เครดิตเป็นเรื่องมารยาทที่ดี แต่ไม่ใช่ใบอนุญาต
แล้วการยกข้อความบางส่วนมาอ้างอิงล่ะ?
กฎหมายลิขสิทธิ์มีข้อยกเว้นที่เรียกว่า "การใช้โดยชอบธรรม" (Fair Use) ตามมาตรา 32 เช่น การติชม วิจารณ์ หรือแนะนำผลงาน การรายงานข่าว หรือการศึกษา โดยต้องรับรู้ความเป็นเจ้าของ และต้องไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์ตามปกติของเจ้าของงาน
ในทางปฏิบัติ หมายความว่าคุณยกข้อความ "สั้น ๆ" มาประกอบการวิจารณ์ได้ แต่ถ้ายกมาเยอะจนคนอ่านไม่ต้องไปอ่านต้นฉบับอีกแล้ว แบบนั้นเสี่ยงมาก เพราะไปแย่งรายได้หรือยอดผู้ชมจากเจ้าของงานโดยตรง
ถ้าละเมิดลิขสิทธิ์ข่าว มีโทษอะไร?
ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ การละเมิดทั่วไปมีโทษปรับตั้งแต่ 20,000 ถึง 200,000 บาท และถ้าทำเพื่อการค้า เช่น เพจที่หารายได้จากโฆษณาหรือยอดวิว มีโทษจำคุก 6 เดือนถึง 4 ปี หรือปรับ 100,000 ถึง 800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้เจ้าของงานยังเรียกค่าเสียหายทางแพ่งได้อีก และแพลตฟอร์มอย่าง Facebook หรือ YouTube ก็อาจลบโพสต์หรือระงับบัญชีได้
วิธีเช็กง่าย ๆ ก่อนโพสต์ข่าว
ลองถามตัวเอง 3 ข้อนี้ก่อนกดโพสต์
-ถ้าวางเนื้อหาของเราคู่กับข่าวต้นฉบับ จะเห็นว่าลอกมาชัดเจนไหม?
-เราเพิ่มอะไรใหม่ลงไป นอกจากข้อเท็จจริงที่มีอยู่แล้วหรือเปล่า?
-ภาพและวิดีโอที่ใช้ เรามีสิทธิ์ใช้จริงหรือไม่?
ถ้าตอบได้มั่นใจทั้ง 3 ข้อ ความเสี่ยงจะลดลงมาก
สรุป
เส้นแบ่งระหว่าง "เล่าข่าว" กับ "ลอกข่าว" อยู่ที่ว่าคุณนำ ข้อเท็จจริง มาใช้ หรือนำ ผลงานการเรียบเรียง ของคนอื่นมาใช้ ข้อเท็จจริงเป็นของทุกคน แต่สำนวน ภาพ และคลิปเป็นของผู้สร้าง ยิ่งคุณใส่มุมมองและคุณค่าของตัวเองลงไปมากเท่าไร เนื้อหาก็ยิ่งปลอดภัยและน่าติดตามมากขึ้นเท่านั้น
หากธุรกิจหรือเพจของคุณกำลังเจอปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ หรือต้องการตรวจสอบว่าเนื้อหาที่ทำอยู่มีความเสี่ยงหรือไม่ การปรึกษาทนายความด้านทรัพย์สินทางปัญญาจะช่วยให้ประเมินกรณีของคุณได้ตรงจุดที่สุด
📞 ปรึกษา PATENTTHAI ได้ที่ 085-498-2997
💬 LINE: @patentthai