คำขอสิทธิบัตรยังไม่ออกสิทธิ ทำสัญญาอนุญาตใช้เทคโนโลยีได้ไหม?
คำตอบสั้น ๆ คือ "ทำได้" แม้คำขอสิทธิบัตรของคุณยังอยู่ระหว่างการพิจารณา คุณก็ตกลงทำสัญญาให้คนอื่นใช้เทคโนโลยีหรือเก็บค่าตอบแทนได้ แต่สัญญาต้องเขียนให้รัดกุมกว่าปกติ เพราะสิทธิของคุณยังไม่สมบูรณ์ และยังไม่รู้ว่าสุดท้ายจะได้รับจดหรือไม่
หลายคนคิดว่าต้องรอให้สิทธิบัตรออกก่อนถึงจะหารายได้ได้ ซึ่งการรออาจใช้เวลาหลายปี ระหว่างนั้นโอกาสทางธุรกิจอาจหลุดมือไป บทความนี้จะอธิบายแบบเข้าใจง่ายว่าควรทำอย่างไรให้ปลอดภัย
ทำไมช่วงที่ "ยังไม่ออกสิทธิ" ถึงต้องระวังเป็นพิเศษ?
ระหว่างที่คำขอยังไม่ได้รับจด คุณยังไม่มี "สิทธิผูกขาด" เต็มรูปแบบตามกฎหมาย สิ่งที่คุณมีคือ "สิทธิในคำขอ" และ "ความรู้หรือเทคโนโลยี" (Know-how) ที่คุณพัฒนาขึ้นเอง
ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น
-คำขออาจถูกปฏิเสธ เพราะผู้ตรวจสอบเห็นว่าไม่ใหม่หรือไม่มีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น
-ข้อถือสิทธิ (Claims) อาจถูกให้แก้ไขจนขอบเขตแคบลงกว่าที่ยื่นไว้
-ผู้รับอนุญาตอาจรู้ข้อมูลทั้งหมดแล้วไม่ยอมจ่ายค่าตอบแทนต่อ
ดังนั้นสัญญาที่ดีต้องคิดเผื่อทุกกรณีตั้งแต่วันแรก
สัญญาแบบไหนที่นิยมใช้ระหว่างรอสิทธิบัตร?
1. สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในคำขอสิทธิบัตร
ตกลงให้อีกฝ่ายใช้การประดิษฐ์ตามคำขอได้ทันที และกำหนดว่าเมื่อสิทธิบัตรออกแล้ว สัญญาจะมีผลต่อเนื่องไปเป็นการอนุญาตตามสิทธิบัตรโดยอัตโนมัติ
2. สัญญาถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือ Know-how
เน้นการสอน การส่งมอบสูตร กระบวนการ หรือข้อมูลทางเทคนิค ซึ่งมีมูลค่าในตัวเองแม้สิทธิบัตรยังไม่ออก วิธีนี้ช่วยให้ค่าตอบแทนไม่ผูกกับผลการจดสิทธิบัตรเพียงอย่างเดียว
3. สัญญาให้สิทธิเลือก (Option Agreement)
ให้คู่ค้าจ่ายเงินจำนวนหนึ่งเพื่อจองสิทธิไว้ก่อน แล้วค่อยตัดสินใจทำสัญญาเต็มรูปแบบเมื่อผลการพิจารณาชัดเจน เหมาะกับนักลงทุนที่ยังไม่อยากผูกมัดมาก
ในทางปฏิบัติ หลายกรณีใช้แบบผสม คือรวมการอนุญาตตามคำขอกับการถ่ายทอด Know-how ไว้ในสัญญาเดียว
ต้องจดทะเบียนสัญญากับกรมทรัพย์สินทางปัญญาไหม?
ตามกฎหมายสิทธิบัตรของไทย สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิตามสิทธิบัตรต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ แต่ในช่วงที่ยังเป็นเพียงคำขอ แนวทางปฏิบัติอาจแตกต่างไปตามแต่ละกรณี
สิ่งที่ควรทำแน่นอนคือ ทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอ และระบุในสัญญาว่าเมื่อได้รับสิทธิบัตรแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันนำสัญญาไปจดทะเบียนให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อป้องกันข้อโต้แย้งในอนาคต
สิ่งที่ต้องมีในสัญญา เพื่อปกป้องเจ้าของเทคโนโลยี
ระบุเลขที่คำขอให้ชัดเจน
ใส่เลขที่คำขอ วันยื่น และชื่อการประดิษฐ์ เพื่อให้รู้แน่ชัดว่าอนุญาตให้ใช้อะไร
ข้อตกลงรักษาความลับ (NDA)
สำคัญมาก โดยเฉพาะข้อมูลที่ยังไม่ได้เปิดเผยในคำขอ ควรกำหนดให้รักษาความลับแม้สัญญาสิ้นสุดแล้ว
กรณีคำขอถูกปฏิเสธหรือถูกแก้ไข
ต้องเขียนไว้ว่าค่าตอบแทนจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร จะยังจ่ายค่า Know-how ต่อหรือไม่ หรือสัญญาจะสิ้นสุดลง
โครงสร้างค่าตอบแทน
อาจแบ่งเป็นค่าแรกเข้า (Upfront Fee) ค่าสิทธิตามยอดขาย (Royalty) และเงินโบนัสเมื่อสิทธิบัตรได้รับจด (Milestone Payment) วิธีนี้ยุติธรรมกับทั้งสองฝ่าย
ขอบเขตการใช้สิทธิ
กำหนดพื้นที่ ระยะเวลา ประเภทสินค้า และระบุว่าเป็นสิทธิแบบผูกขาด (Exclusive) หรือไม่ผูกขาด (Non-exclusive)
ห้ามโต้แย้งความสมบูรณ์ของสิทธิ
ป้องกันไม่ให้ผู้รับอนุญาตนำข้อมูลที่ได้ไปคัดค้านคำขอของคุณเสียเอง
ใครเป็นเจ้าของการพัฒนาต่อยอด
หากผู้รับอนุญาตปรับปรุงเทคโนโลยีให้ดีขึ้น ผลงานนั้นเป็นของใคร ต้องตกลงให้ชัด
ข้อดีของการทำสัญญาตั้งแต่ยังไม่ออกสิทธิ
-มีรายได้เร็วขึ้น ไม่ต้องรอหลายปี
-นำเทคโนโลยีออกสู่ตลาดได้ก่อนคู่แข่ง
-ได้พันธมิตรช่วยผลิตและจัดจำหน่าย
-เพิ่มความน่าสนใจในการระดมทุนหรือหานักลงทุน
ความผิดพลาดที่พบบ่อย
-เปิดเผยข้อมูลทั้งหมดก่อนเซ็น NDA
-ตกลงกันด้วยวาจาหรือแชตโดยไม่มีสัญญาจริง
-ไม่กำหนดว่าถ้าคำขอไม่ผ่านจะทำอย่างไร
-ให้สิทธิผูกขาดโดยไม่กำหนดยอดขายขั้นต่ำ ทำให้เทคโนโลยีถูกดองไว้เฉย ๆ
สรุป
คำขอสิทธิบัตรที่ยังไม่ออกสิทธิ สามารถทำสัญญาอนุญาตใช้เทคโนโลยีได้ หัวใจสำคัญคือสัญญาที่รัดกุม มี NDA ระบุเลขที่คำขอ กำหนดค่าตอบแทนเป็นขั้น และคิดเผื่อกรณีคำขอไม่ผ่าน การทำถูกตั้งแต่วันแรกจะช่วยให้ไอเดียของคุณสร้างรายได้ได้อย่างปลอดภัย
หากกำลังจะเจรจากับคู่ค้า ปรึกษา Patent Thai เพื่อตรวจสอบสถานะคำขอและร่างสัญญาให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ
📞 ปรึกษา PATENTTHAI ได้ที่ 085-498-2997
💬 LINE: @patentthai