มีผู้ประดิษฐ์หลายคน ต้องระบุชื่อและฐานสิทธิอย่างไร?
คำตอบสั้น ๆ : คือ ถ้างานประดิษฐ์ชิ้นหนึ่งมีคนคิดร่วมกันหลายคน ต้องระบุชื่อผู้ประดิษฐ์ทุกคนที่มีส่วนคิดค้นจริง ลงในคำขอรับสิทธิบัตร และต้องบอกให้ชัดว่า ผู้ยื่นคำขอมีสิทธิในงานนั้นด้วยเหตุผลอะไร ซึ่งเรียกว่า "ฐานสิทธิ" เช่น เป็นผู้ประดิษฐ์เอง ได้รับโอนสิทธิมา หรือเป็นนายจ้าง ถ้าใส่ชื่อขาดหรือฐานสิทธิไม่ชัด คำขออาจล่าช้า ถูกสั่งแก้ไข หรือกลายเป็นข้อพิพาทในภายหลัง
"ผู้ประดิษฐ์" กับ "ผู้ขอ" ไม่ใช่คนเดียวกันเสมอไป
หลายคนสับสนตรงนี้ จึงขออธิบายให้ชัดก่อน
ผู้ประดิษฐ์ คือ คนที่คิดค้นงานขึ้นมาจริง ๆ ชื่อของเขาจะถูกบันทึกไว้เพื่อให้เครดิต ซึ่งเป็นสิทธิที่ผู้ประดิษฐ์ได้รับตามกฎหมาย
ผู้ขอ คือ คนหรือบริษัทที่ยื่นคำขอและจะเป็น "เจ้าของสิทธิบัตร" เมื่อได้รับจดทะเบียน
ตัวอย่างเช่น วิศวกร 3 คนในบริษัทช่วยกันคิดเครื่องจักรใหม่ ผู้ประดิษฐ์คือวิศวกรทั้ง 3 คน แต่ผู้ขออาจเป็นบริษัท เพราะงานนั้นเกิดขึ้นจากการทำงานตามหน้าที่
ใครบ้างที่ควรถูกระบุเป็นผู้ประดิษฐ์ร่วม
หลักง่าย ๆ คือ ใครมีส่วนในการ "คิด" ตัวแนวคิดหลักของงานประดิษฐ์ ต้องใส่ชื่อ
คนที่ควรใส่ชื่อ ได้แก่ คนที่เสนอแนวทางแก้ปัญหาที่เป็นหัวใจของงาน คนที่ออกแบบโครงสร้างหรือกลไกสำคัญ หรือคนที่คิดส่วนที่ทำให้งานนั้นแตกต่างจากของเดิม
ส่วนคนที่โดยทั่วไป ไม่นับเป็นผู้ประดิษฐ์ เช่น คนที่ให้ทุนอย่างเดียว คนที่ทำตามคำสั่งโดยไม่ได้ร่วมคิด ช่างที่ประกอบชิ้นงานตามแบบ หรือหัวหน้าที่อนุมัติโครงการแต่ไม่ได้ร่วมคิด
ข้อควรระวังคือ อย่าใส่ชื่อคนที่ไม่ได้ร่วมคิดเพราะเกรงใจ และอย่าตัดชื่อคนที่ร่วมคิดจริงออก เพราะทั้งสองกรณีอาจนำไปสู่การโต้แย้งความถูกต้องของสิทธิบัตรในอนาคต
ฐานสิทธิคืออะไร และมีแบบไหนบ้าง
ฐานสิทธิ คือคำตอบของคำถามว่า "ผู้ขอมีสิทธิยื่นขอจดสิทธิบัตรงานนี้ได้อย่างไร" แบบที่พบบ่อยมีดังนี้
1. ผู้ประดิษฐ์ยื่นขอเอง
ผู้ประดิษฐ์ร่วมทุกคนยื่นคำขอร่วมกันในฐานะผู้ขอ กรณีนี้ทุกคนจะเป็นเจ้าของสิทธิบัตรร่วมกัน
2. ได้รับโอนสิทธิจากผู้ประดิษฐ์
ผู้ประดิษฐ์โอนสิทธิในการขอรับสิทธิบัตรให้บุคคลหรือบริษัทอื่น ต้องมี หนังสือโอนสิทธิ ที่ผู้ประดิษฐ์ทุกคนลงนาม แนบไปกับคำขอ
3. เป็นนายจ้างหรือผู้ว่าจ้าง
งานที่เกิดจากการทำงานตามสัญญาจ้างหรือตามหน้าที่ โดยทั่วไปสิทธิขอรับสิทธิบัตรจะเป็นของนายจ้าง เว้นแต่ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ควรมีสัญญาจ้างหรือหนังสือยืนยันประกอบ และผู้ประดิษฐ์ยังคงมีสิทธิได้รับการระบุชื่อ
4. ฐานสิทธิผสมกัน
พบได้บ่อยในงานวิจัยร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยกับเอกชน เช่น ผู้ประดิษฐ์ 2 คนเป็นพนักงานบริษัท อีก 1 คนเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย กรณีนี้ต้องแยกให้ชัดว่าแต่ละคนโอนสิทธิให้ใคร และผู้ขอแต่ละรายมีสิทธิเพราะอะไร
ขั้นตอนเตรียมข้อมูลก่อนยื่น
ขั้นที่ 1: รวบรวมรายชื่อผู้ประดิษฐ์ทุกคนที่ร่วมคิดจริง พร้อมชื่อ-นามสกุล สัญชาติ และที่อยู่ให้ครบถ้วน
ขั้นที่ 2: ตกลงกันให้ชัดว่าใครจะเป็นผู้ขอหรือเจ้าของสิทธิบัตร
ขั้นที่ 3: ระบุฐานสิทธิของผู้ขอแต่ละรายให้ถูกต้อง
ขั้นที่ 4: เตรียมเอกสารประกอบ เช่น หนังสือโอนสิทธิ สัญญาจ้าง หรือหนังสือมอบอำนาจ กรณีให้ตัวแทนสิทธิบัตรยื่นแทน
ขั้นที่ 5: ตรวจชื่อและการสะกดให้ตรงกับเอกสารทุกฉบับก่อนยื่น
ความผิดพลาดที่พบบ่อย
ข้อผิดพลาดที่ทำให้คำขอสะดุดบ่อยที่สุด ได้แก่ ลืมใส่ชื่อผู้ประดิษฐ์บางคน ผู้ประดิษฐ์ลงนามในหนังสือโอนสิทธิไม่ครบ ระบุว่าบริษัทเป็นผู้ขอแต่ไม่มีเอกสารยืนยันฐานสิทธิ ชื่อในคำขอกับในเอกสารแนบสะกดไม่ตรงกัน และไม่ได้ทำข้อตกลงเรื่องการแบ่งผลประโยชน์ไว้ล่วงหน้า
เป็นเจ้าของร่วมกันแล้ว ต้องรู้อะไรบ้าง
เมื่อมีเจ้าของสิทธิบัตรหลายราย เรื่องที่มักเกิดปัญหาภายหลังคือการอนุญาตให้คนอื่นใช้สิทธิ การขายสิทธิบัตร และการแบ่งรายได้ ซึ่งโดยทั่วไปการดำเนินการสำคัญเหล่านี้ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของร่วม จึงควร ทำสัญญาระหว่างเจ้าของร่วมไว้ตั้งแต่ก่อนยื่นคำขอ ระบุสัดส่วนความเป็นเจ้าของ ใครรับผิดชอบค่าธรรมเนียมรายปี และวิธีตัดสินใจเมื่อเห็นไม่ตรงกัน
สรุป
งานประดิษฐ์ที่มีผู้ประดิษฐ์หลายคน ต้องระบุชื่อทุกคนที่ร่วมคิดจริง แยกให้ชัดระหว่างผู้ประดิษฐ์กับผู้ขอ และแสดงฐานสิทธิพร้อมเอกสารประกอบให้ครบ การเตรียมตัวให้ดีตั้งแต่ต้นช่วยให้คำขอผ่านเร็วขึ้นและป้องกันข้อพิพาทในอนาคต
หากไม่แน่ใจว่าโลโก้ของคุณควรจดแบบไหน หรือต้องเลือกจำพวกใดบ้าง ทีมงาน PatentThai พร้อมให้คำปรึกษา
📞 โทร 085-498-2997
💬 LINE: @patentthai