ชื่อแบรนด์สะกดไม่เหมือนกัน แต่อ่านออกเสียงคล้ายกัน แบบนี้จดเครื่องหมายการค้าได้ไหม?
หลายคนตั้งชื่อแบรนด์ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวสะกด เติมตัวอักษร หรือใช้ภาษาอังกฤษคนละแบบ แล้วคิดว่าเมื่อเขียนไม่เหมือนแบรนด์เดิม ก็น่าจะยื่นจดได้โดยไม่มีปัญหา
แต่ความจริง นายทะเบียนไม่ได้ดูแค่ตัวสะกดครับ
วันนี้ ผมสรุปให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า ก่อนเลือกชื่อควรตรวจอะไรบ้าง
ข้อที่ 1: เสียงเรียกขานคล้ายกันหรือไม่
แม้ตัวอักษรจะต่างกัน แต่ถ้าอ่านแล้วมีจังหวะ จำนวนพยางค์ หรือเสียงสำคัญใกล้เคียงกัน ผู้บริโภคอาจฟังแล้วเข้าใจว่าเป็นแบรนด์เดียวกันหรือมีความเกี่ยวข้องกันได้
ตัวอย่างสมมติ เช่น ชื่อหนึ่งสะกดด้วย C แต่อีกชื่อสะกดด้วย K หากคนทั่วไปยังอ่านออกเสียงเหมือนกัน การเปลี่ยนตัวอักษรเพียงจุดเดียวอาจยังไม่ทำให้แตกต่างเพียงพอ
ข้อที่ 2: รูปลักษณะและสาระสำคัญเหมือนหรือคล้ายหรือไม่
ต้องดูภาพรวมของเครื่องหมายด้วย ไม่ว่าจะเป็น
1. คำหรือพยางค์ที่เด่นที่สุด
2. รูปแบบตัวอักษรและการจัดวาง
3. รูปภาพหรือสัญลักษณ์ประกอบ
4. ความหมายหรือความรู้สึกที่เครื่องหมายสื่อ
การเติมคำทั่วไปขนาดเล็ก หรือเปลี่ยนรายละเอียดที่ไม่ใช่ส่วนเด่น อาจยังไม่ช่วยลดความคล้าย หากสาระสำคัญของเครื่องหมายยังเหมือนเดิม
ข้อที่ 3: ใช้กับสินค้าหรือบริการอะไร
ความคล้ายต้องพิจารณาควบคู่กับรายการสินค้าหรือบริการ เพราะคำถามสำคัญคือ เมื่อเครื่องหมายเหล่านั้นใช้ในตลาดแล้ว มีโอกาสทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดเกี่ยวกับเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดสินค้าหรือไม่
ดังนั้น อย่าตรวจเพียงว่าชื่อถูกใช้ตรงตัวหรือยัง แต่ควรตรวจชื่อที่เสียงใกล้เคียง คำพ้อง การสะกดหลายแบบ และเครื่องหมายในสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้องด้วย
Checklist ก่อนตัดสินใจใช้ชื่อแบรนด์
1. ลองอ่านชื่อออกเสียงดัง ๆ หลายแบบ
2. ค้นทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และคำทับศัพท์
3. ตรวจคำที่สะกดต่างแต่มีเสียงใกล้กัน
4. เปรียบเทียบส่วนเด่นของชื่อและโลโก้
5. ตรวจรายการสินค้าหรือบริการที่ใช้จริง
6. อย่าเพิ่งลงทุนทำป้ายหรือแพ็กเกจจิ้งจำนวนมากก่อนตรวจความเสี่ยง
สรุปสั้น ๆ: “สะกดต่าง” ไม่ได้แปลว่า “ไม่คล้าย” เสมอไป เพราะการพิจารณาเครื่องหมายการค้าดูทั้งเสียงเรียกขาน รูปลักษณะ สาระสำคัญ และสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้อง
หากคุณกำลังตั้งชื่อแบรนด์ใหม่ หรือมีชื่อที่ออกเสียงใกล้กับเครื่องหมายเดิม
ปรึกษา PATENTTHAI เพื่อช่วยตรวจสอบข้อมูลและวางแนวทางที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณได้ครับ
*ผลการตรวจค้นเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้น การรับจดทะเบียนขึ้นอยู่กับรายละเอียดเครื่องหมาย รายการสินค้าหรือบริการ และการพิจารณาของนายทะเบียนในแต่ละกรณี